JMT เปิดแผน 3 ปี ผ่าน JUMP+ เร่งทรานส์ฟอร์มสู่ “AI Digital AMC” ดันกำไรแตะ 1,800 ล้านบาท ภายในปี 2571

“บมจ. เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส (JMT)” ประกาศทิศทางธุรกิจระยะ 3 ปี (2569–2571) ภายใต้โครงการ “JUMP+” ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยวางโรดแมปสู่การเป็น “AI & Digital AMC Transformation” เต็มรูปแบบ ผ่านการนำเทคโนโลยี AI และระบบดิจิทัลเข้ามายกระดับการบริหารพอร์ตหนี้แบบ End-to-End เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ (Collection Efficiency) ลดต้นทุน และเสริมความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว
นายสุทธิรักษ์ ตรัยชิรอาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT เปิดเผยว่า การเข้าร่วมโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับศักยภาพองค์กรและสร้างการเติบโตในระยะยาว พร้อมประกาศแผนธุรกิจสู่ปี 2571 ตั้งเป้าผลักดันกำไรสุทธิเติบโตสู่ระดับ 1,800 ล้านบาท จากระดับ 1,030 ล้านบาทในปี 2568 ผ่านการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและการบริหารพอร์ตสินทรัพย์ด้อยคุณภาพอย่างมีคุณภาพ ยกระดับและเปลี่ยนผ่านธุรกิจ (Transformation) สู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและเทคโนโลยีเป็นศูนย์กลาง (Data-driven Organization) โดยวางโครงสร้างการเติบโตบน 3 แกนหลัก คือ “Growth, Profitability & Efficiency และ Stability” พร้อมเน้นการเติบโตเชิงคุณภาพเป็นหัวใจสำคัญ
กลยุทธ์หลักของ JMT คือ การนำ AI เข้ามายกระดับการดำเนินงานธุรกิจบริหารหนี้ตลอดทั้ง Value Chain ตั้งแต่การวิเคราะห์และคัดเลือกพอร์ตหนี้ การจัดกลุ่มลูกหนี้ ไปจนถึงการติดตามและบริหารทรัพย์สิน (NPA) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บและลดต้นทุน โดยบริษัทตั้งเป้าเพิ่มอัตรากำไรธุรกิจ AMC (Asset Management Company) จาก 68.4% เป็นมากกว่า 69.5% และลดอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (ก่อนตั้งสำรอง ECL) จาก 16.2% เหลือต่ำกว่า 15.5% ภายในปี 2571 ขณะเดียวกัน บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับวินัยทางการเงิน โดยกำหนดวงเงินซื้อพอร์ตหนี้เฉลี่ยไม่เกิน 2,000 ล้านบาทต่อปี และรักษาอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ให้อยู่ต่ำกว่า 1 เท่า จากปัจจุบันที่ระดับ 0.36 เท่า เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของฐานะการเงินในระยะยาว
“ในภาพรวมอุตสาหกรรม ปริมาณหนี้ด้อยคุณภาพมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งสะท้อนทั้งความท้าทายและโอกาสในการเข้าถึงพอร์ตที่มีศักยภาพ JMT จึงให้ความสำคัญกับการคัดเลือกสินทรัพย์อย่างมีวินัย ควบคู่กับการใช้ข้อมูล และเทคโนโลยี AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บและสร้างผลตอบแทนในระยะยาว” นายสุทธิรักษ์ กล่าว
นอกจากนี้ บริษัทยังเดินหน้ายกระดับมาตรฐานด้านธรรมาภิบาลและ ESG อย่างต่อเนื่อง ทั้งการพัฒนาระบบต่อต้านการทุจริต การกำกับดูแลการใช้ AI และการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ทั้งนี้ JMT ดำเนินธุรกิจหลัก 4 ประเภท ได้แก่ ธุรกิจติดตามเร่งรัดหนี้ ธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ ธุรกิจประกันภัย และธุรกิจนายหน้าประกันภัย โดยให้บริการครอบคลุมตั้งแต่การติดตามและจัดเก็บหนี้ ไปจนถึงกระบวนการทางกฎหมาย เพื่อรองรับความต้องการของสถาบันการเงินและองค์กรธุรกิจอย่างครบวงจร
ยอดนิยม
DOD เดินหน้าเชิงรุก “คืนเงินมัดจำกว่า 63 ล้านบาท” ปลดล็อกความเสี่ยงจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง
NTF เดินหน้าครึ่งปีหลังเต็มสปีด ย้ำเป้า 5,100 ล้านบาทตามแผน หุ้นกู้เป็นไปตามคาด–ตลาดจีนตอบรับต่อเนื่อง
Arkitektura เปิด Chapter ใหม่ ชู “It’s all about quality” จากกว่า 15 ปีแห่งความเชี่ยวชาญ สู่ IPO ปักหมุด Expansion
GFC เอ็มโอยู “โรงพยาบาลศรีสวรรค์” เดินหน้าความร่วมมือทางการแพทย์ ขยายเครือข่ายบริการรักษาผู้มีบุตรยาก