กระดานข่าว

IROYAL เดินหน้าสร้าง New S-Curve พร้อมลงทุนธุรกิจใหม่ มุ่งรักษาการเติบโตควบคู่สร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น


25 สิงหาคม 2569

 2B29DE40-AC3D-45F2-9AA5-E7C1CFCE53E8.jpg

บมจ.อินเตอร์รอแยล เอ็นจิเนียริ่ (IROYAL) พบผู้ลงทุน ตอกย้ำฐานะการเงินแข็งแกร่ง ดัน 3 เครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตลุยสร้าง New S-Curve แย้มมีแผนควบรวมกิจการธุรกิจใหม่ที่จะสร้างรายได้ให้กับบริษัทสม่ำเสมอ พร้อมให้ความสำคัญรักษาอัตรากำไรขั้นต้นระดับ 40% เผย Backlog 620 ล้านบาท จ่อรับรู้รายได้ครึ่งปีหลัง 40% ตั้งเป้าหมายเป็น Hybrid Stock มุ่งรักษาการ เติบโตของธุรกิจควบคู่ กับการสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้น

นายภณภัทร เมฆาสุวรรณดำรง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทอินเตอร์รอแยล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ IROYAL ผู้นำด้านโซลูชันวิศวกรรม เทคโนโลยีสื่อสาร และระบบอัจฉริยะแบบครบวงจร ได้นำ เสนอข้อมูลผลประกอบการไตรมาส 2 ของปี 2569 และทิศทางการดำเนินงานของกลุ่มบริษัท IROYAL ในงาน บริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน (Opportunity Day) โดยให้ความเชื่อมั่นต่อผู้ลงทุนว่า แนวโน้มผลประกอบการ ทั้งปี 2569 จะยังคงเป็นไปตามเป้าหมายและเติบโตอย่างแข็งแกร่ง จากครึ่งปีแรก 2569 มีกำไรสุทธิ 65.91 ล้านบาท เติบโตกว่า 34% โดยบริษัทให้ความสำคัญกับการรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ให้อยู่ในระดับ สูงกว่า 40% มุ่งคัดเลือกโครงการที่มีคุณภาพ บริหารต้นทุนอย่ามีประสิทธิภาพ และเพิ่มสัดส่วนงาน ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม

ทั้งนี้ บริษัทวางเป้าหมายว่า IROYAL จะต้องเป็น Hybrid Stock ที่ผสมผสานระหว่าง Growth และ Dividend จะมุ่งรักษาการเติบโตของธุรกิจควบคู่กับการสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้น และมีเป้าหมาย ที่จะจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ โดยพิจารณาประกอบกับผลประกอบการ กระแสเงินสด และแผนการลงทุน ของบริษัท

นายภณภัทร ยังได้กล่าวถึงภาพรวมธุรกิจในช่วง 3-5 ปี ว่า IROYAL วางกลยุทธ์การเติบโตผ่าน 3 เครื่องยนต์หลักคือ 1. ธุรกิจเดิม ยังคงเป็นฐานรายได้และฐานลูกค้าที่สำคัญ โดยบริษัทจะรักษาธุรกิจเดิม ซึ่งเป็น  Cash Cow ให้มีความแข็งแกร่งและสร้างกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่อง

  1. กลุ่มธุรกิจที่เป็น New S-Curve มุ่งขยายธุรกิจ Oil & Gas, Intelligent Solutions & Advanced Defense Technology และ Environmental Solutions ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มทั้งขนาดตลาด และสร้างความ หลากหลายของรายได้

  2. Technology & Innovation บริษัทอยู่ระหว่างลงทุนด้าน R&D เพื่อเปลี่ยนความเชี่ยวชาญด้าน Engineering และ System Integration ให้กลายเป็น Solution ที่มีมูลค่าเพิ่ม และสามารถต่อยอดไปยัง หลากหลายอุตสาหกรรม

“IROYAL มุ่งใช้ธุรกิจเดิมสร้างกระแสเงินสดให้แข็งแกร่ง เพื่อสร้าง New S-Curve และ ใช้ Technology เป็นตัวกระตุ้นการเติบโต ขณะที่การขยายธุรกิจในระยะ 3–5 ปีข้างหน้าจะมุ่งสร้างสมดุล ระหว่างการเติบโต การรักษา Margin และคุณภาพของกระแสเงินสด เพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว”

ด้านนางสาวประภาพรรณ ประภัทรโพธิพงศ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.อินเตอร์รอแยล เอ็นจิเนียริ่ง (IROYAL) กล่าวต่อว่า ปัจจุบันบริษัทมีมูลค่างานในมือ (Backlog) อยู่ที่ประมาณ 620 ล้านบาท โดยคาดว่าจะรับรู้รายได้จาก Backlog ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ประมาณ 40% หรือราว 248 ล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการเตรียมประมูลงานมูลค่ารวมกว่า 2,500 ล้านบาท โดยจะทยอยเกิดขึ้น ตั้งแต่ปัจจุบัน จนถึงสิ้นปี 2570 ซึ่งคาดว่าบริษัทมีโอกาสได้รับงานประมาณ 50–60%

นางสาวประภาพรรณ กล่าวต่อว่า บริษัทมีความพร้อมด้านเงินทุนในการรองรับการขยายธุรกิจ เนื่องจากปัจจุบันมีสภาพคล่องและฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง รวมถึงมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) อยู่ใน ระดับต่ำทำให้ยังมีศักยภาพในการ Leverage เพื่อสนับสนุนการเติบโต อีกทั้งมีสถาบันการเงินหลายแห่ง ที่พร้อมให้การสนับสนุนด้านเงินทุน

นอกจากนี้ ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณาร่วมลงทุนในรูปแบบควบรวมกิจการ (M&A) ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบฐานะและทรัพย์สิน (Due Diligence) กับกลุ่มลงทุนบางราย โดยให้ความสำคัญกับธุรกิจที่มีรายได้ประจำ (Recurring Income) และสามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างสม่ำเสมอ  

โดยบริษัทจะมีการพิจารณาอย่างรอบคอบทั้งผลตอบแทน ความเสี่ยง และศักยภาพในการสร้าง Value ให้แก่ผู้ถือหุ้น  ซึ่งจะเปิดเผยข้อมูลต่อตลาดเมื่อมีความชัดเจนและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

“เป้าหมายของ M&A ไม่ได้มุ่งเพียงการเพิ่มขนาดของบริษัท แต่ต้องการเพิ่มสัดส่วน Recurring Income และยกระดับคุณภาพของกำไร เพื่อให้ IROYAL มีรายได้ที่สม่ำเสมอและสามารถคาดการณ์ได้มากขึ้นในระยะยาว” นางสาวประภาพรรณ กล่าว

บริษัทไม่ได้มุ่งเน้นการเป็นเพียง Hardware Reseller แต่ต้องการพัฒนาไปสู่การให้บริการแบบ ครบวงจรตั้งแต่ Solution, Software, ไปจนถึงการบำรุงรักษาเพื่อเพิ่มมูลค่าและศักยภาพ ในการเติบโตของ รายได้ บริษัทมองว่าธุรกิจเทคโนโลยีป้องกันประเทศขั้นสูง เป็นหนึ่งใน New S-Curve ที่มีศักยภาพสูง โดยเน้นการสร้าง Ecosystem ของโซลูชันมากกว่าการแข่งขันด้านราคา เพียงอย่างเดียว และบริษัทให้ความ สำคัญกับการรักษา Margin อย่างต่อเนื่อง