Talk of The Town

โบรกฯ อัพเป้า GULF สุดเดือด ให้ราคาเป้าหมายพุ่ง 91 บาท เชียร์ “ซื้อ” ชู KBANK ทำให้แหล่งเงินลงทุนมั่นคง


24 มีนาคม 2569

โบรกฯ อัพเป้า GULF_S2T (เว็บ) 2569_0.jpg

GULF ฮอตไม่เลิก! โบรกฯ อัพเป้าหมายพุ่ง 91 บาท เชียร์ “ซื้อ” ปรับประมาณการกำไรปี 2569 ขึ้น 9% เป็น 33,956 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% ชู จุดแข็งที่ต้นทุนทางการเงินต่ำ มี Partner เป็นธนาคาร    

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ขณะนี้ปรับราคาเป้าหมายปี 2569 GULF ขึ้นเป็น 91 บาท คงคำแนะนำ “ซื้อ” และให้เป็น Top pick กลุ่มโรงไฟฟ้าในปี 2569

โดยมีการปรับประมาณการกำไรปี 2569 ขึ้น 9% เป็น 33,956 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% จากปีก่อนและปี 2570 ขึ้น 7% เป็น 34,995 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.1% จากปีก่อน เนื่องจากการรวมผลประกอบการของโรงไฟฟ้า Solar ขนาด 639MW และรวมผลของการปรับประมาณการกำไร ADVANC และ THCOM ขึ้น

สำหรับ GULF มีจุดแข็งที่ต้นทุนทางการเงินต่ำ มี Partner เป็นธนาคาร โดยบริษัทมีแผนใช้เงินลงทุนในปี 2569ราว 50,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบลงทุนสำหรับโครงการในมือเท่านั้น ยังไม่รวมโอกาสจากโครงการใหม่ๆ รวมถึงโอกาสที่จะได้จากแผน PDP ใหม่ 

โดยล่าสุดได้ออกหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิและไม่มีประกันมูลค่ารวม 35,000 ล้านบาทเมื่อวันที่ 20 มี.ค. มีความต้องการที่ 1.4 เท่า ของมูลค่าที่เสนอขายมีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ 2.36% อายุเฉลี่ย 6.4 ปี ถือว่าเป็นจุดแข็งของ GULF ที่มีต้นทุนเงินทุนที่ต่ำซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับธุรกิจโรงไฟฟ้าที่มักใช้ Project DE Ratio ที่ 3:1 การประหยัดดอกเบี้ยจ่ายได้มากก็เท่ากับสร้างอัตราผลตอบแทนของโครงการได้มากขึ้น 

แต่ที่พิเศษไปกว่าผู้ประกอบการรายอื่นคือ GULF มีสัดส่วนการถือหุ้นใน KBANK อีกเกือบ 10% ของทุนจดทะเบียนและชำระแล้วทั้งหมด อีกทั้งมีการส่งกรรมการอิสระเพื่อร่วมบริหารและกำกับกิจการ 

อย่างไรก็ ตาม GULF ให้ข้อมูลว่าการลงทุนใน KBANK เพื่อคาดหวังเงินปันผล และยังไม่คิดทำธุรกิจธนาคารหรือเข้าไปบริหาร แต่มองว่า KBANK จะทำให้ GULF มีความมั่นคงในเรื่องของแหล่งเงินลงทุน และผลตอบแทนจากเงินปันผลใน KBANK สูงกว่าต้นทุนเงินทุนของ GULF อีกทั้งการใช้เงินลงทุนที่มากขึ้นของ GULF ในอนาคต โดยเฉพาะ หลังได้กำลังผลิตเพิ่มจาก PDP ใหม่ ก็จะต่อยอดสินเชื่อของธนาคารเองเช่นกัน ซึ่งก็จะส่งผลให้ผลประกอบการของ ธนาคาร และเงินปันผลเติบโตได้อีกทางหนึ่ง

ขณะที่หากอิงร่าง PDP2024 คาดว่าแผน PDP ใหม่จะมีสัดส่วนโรงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมากกว่า 50% ภายในปี 2580 แต่โรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติยังอยู่ในระดับสูงที่ราว 5,000 – 7,000 MW ทั้งที่เป็นกำลังการผลิตใหม่และการสร้างโรงใหม่ทดแทนกำลังการผลิตเดิมที่หมดอายุ ซึ่งการสร้างและบริหารโครงการโรงไฟฟ้า IPP เป็นความเชี่ยวชาญของ GULF คาดว่าบริษัทจะมีโอกาสได้ราว 30% หรือไม่น้อยกว่า 1,800 - 2,000 MW 

ขณะที่พลังงานทดแทน, Direct PPA และการเป็นตัวกลางซื้อขายไฟในตลาด Direc PPA เป็นธุรกิจที่บริษัทมองเป็นโอกาสและสนใจลงทุนทั้งสิ้น ทั้งที่เข้ายื่นเองโดยตรง และผ่านการเป็นผู้ร่วมลงทุนในโครงการที่ผู้ประกอบการรายอื่นได้มา

ส่วนธุรกิจ Data Center หากพิจารณายอดขอ BOI ประเมินว่าความต้องการใช้งานโครงสร้างพื้นฐานในไทยอาจสูงถึง 5 – 6 GW ในช่วง 3 – 5 ปีข้างหน้าจากปี 2568 ที่มีเพียงราว 150MW ขณะที่ Gartner คาดที่มากกว่า 1.0 GW ในช่วงปี 2571 ขณะที่ GULF ตั้งเป้าที่ 1.0 GW ภายในปี 2573 คาดมูลค่าหุ้นจากธุรกิจนี้ของ GULF ที่ 9.30 บาท/หุ้น บนสมมติฐาน 900MW ในปี 2573 และ อัตราการใช้งาน 80% กำไรต่อ MW ที่ 20 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ผลของการปรับประมาณการกำไรขึ้นส่งผลให้ EPS 2569 เพิ่มขึ้นเป็น 2.27 บาท ทั้งนี้ประเมินว่ามูลค่าในปี 2569 อิงจากประมาณการกำไรในปี 2569 เพียงอย่างเดียว ยังไม่สะท้อนโอกาสที่ยังมีอีกมากจากแผน PDP ใหม่ที่ จะมีความชัดเจนมากขึ้นในไตรมาส 2/2569 ซึ่งมีโอกาสที่ภาครัฐฯ จะรับซื้อไฟสูงถึงได้ 60,000 – 70,000 MW ขณะที่ ผู้ประกอบการในตลาดที่มีศักยภาพมีจำกัดทำให้โอกาสของ GULF ที่มีความพร้อมนั้นมากขึ้น 

ดังนั้นจึงปรับวิธีในการประเมินมูลค่าจากเดิม STOP ซึ่งสะท้อนเพียงมูลค่าของโครงการที่มีเท่านั้น เป็น PER แบบ ให้พรีเมี่ยมในระดับที่ยัง Conservative โดยใช้ระดับ PER ที่ 40 เท่า ใกล้เคียงกับระดับปกติ ที่เคยซื้อขายในช่วงที่ บริษัทอยู่ในช่วงเติบโต ซึ่งใกล้เคียงกับรอบการเติบโตใหม่ของธุรกิจโรงไฟฟ้าหาก PDP ใหม่แล้วเสร็จ ขณะที่ ปัจจุบัน GULF ไม่ใช่เพียงบริษัทด้านพลังงานเท่านั้น แต่ยังมีธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT และ Digital อีกทั้งยัง ถือหุ้นในบริษัทธนาคารพาณิชย์อีกด้วย ทำให้ได้ราคาเป้าหมายปี 2569 ใหม่ในระดับข้างต้น