Talk of The Town

OSP-CBG สงครามทำพิษ ต้นทุนพุ่งกดมาร์จิ้นครึ่งปีหลัง โบรกฯ หั่นกำไรปี 69 ลง 11%


24 มีนาคม 2569

OSP-CBG สงครามทำพิษ_S2T (เว็บ) copy_0.jpg

โบรกฯ มอง OSP-CBG ต้นทุนพุ่งกดมาร์จิ้นลด หลังเหตุสงครามตะวันออกกลางทำต้นทุนวัตถุดิบพุ่ง พร้อมปรับลดกำไรปี 69 ของกลุ่มลง 11% เหลือ 5.9 พันล้านบาท

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ให้มุมมองว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบในโลกปัจจุบัน และผลกระทบต่อโครงสร้างราคาและอุปทานของพลังงานและรวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์ที่ราคาปรับตัวสูงขึ้น ทําให้เราคาดว่ากลุ่มเครื่องดื่มจะเป็นกลุ่มหนึ่งที่จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนการผลิตรวมที่สูงขึ้นในครึ่งปีหลังปี 69 

โดยหากพิจารณาจากโครงสร้างต้นทุนแล้วพบว่า ต้นทุนวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์รวมคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 50-60% (OSP ประมาณ 50% และ CBG  ประมาณ 60%) ของต้นทุนรวมทั้งหมด โดยต้นทุนสินค้าโภคภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องปรับตัวสูงขึ้น อาทิ อลูมิเนียม (เพิ่มขึ้น 18% จากต้นปีถึงปัจจุบัน) และก๊าซธรรมชาติ (เพิ่มขึ้น 5% จากต้นปีถึงปัจจุบัน) 

แม้ว่าราคานํ้ามันดิบโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นจะได้รับการอุดหนุนบางส่วนจากมาตรการภาครัฐ ซึ่งช่วยบรรเทาแรงกดดันต่ออัตรากําไรในประเทศได้ชั่วคราว แต่ค่าไฟฟ้าซึ่งปัจจุบันยังมีการตรึงราคาไว้ มีโอกาสที่จะปรับเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังปี 69 แม้ OSP และ CBG จะมีการทําสัญญาซื้อวัตถุดิบบางส่วนล่วงหน้าแล้ว แต่หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลายภายในไตรมาส 2/69 คาดว่าจะกระทบต้นทุนรวมในครึ่งปีหลังปี 69 

ทั้งนี้ การปรับราคาขายและการส่งต่อต้นทุนทําได้ยาก โดยในปี 2568 มูลค่าตลาดเครื่องดื่มชูกําลังยังทรงตัวอยู่ที่ 2.26 หมื่นล้านบาท จากการบริโภคที่อ่อนแอและการแข่งขันที่รุนแรง OSP ยังคงรักษาตําแหน่งผู้นําตลาดด้วยส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 (44.2%) แต่ไม่มีการเติบโตหลังจากมีการปรับราคาสินค้าหลัก M-150 ขึ้นลงในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่ CBG มีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 28.2% 

สําหรับปี 2569 คาดว่ามูลค่าตลาดเครื่องดื่มชูกําลังจะทรงตัว และการแข่งขันจะยังคงรุนแรง โดยเฉพาะจากคู่แข่งในลําดับที่ 3 ที่เริ่มมีการลดราคาขาย ขณะที่คาดว่าการปรับขึ้นราคาหรือการส่งต่อต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะไม่เกิดขึ้นในปีนี้ โดย CBG มีสัดส่วนเครื่องดื่มชูกําลัง 10 บาทเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่ OSP มีสัดส่วนเครื่องดื่มชูกําลัง 10 บาทที่ 25% และสูงกว่า 10 บาทในส่วนที่เหลือ 

ทั้งนี้ CBG และ OSP มีรายได้จากตลาดต่างประเทศทั้งจากการส่งออกและการผลิตในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม คาดว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อส่วนส่งออกทั้งในแง่ต้นทุนขนส่งและปริมาณ ซึ่งจะกระทบประมาณการรายได้ โดยในปีนี้ CBG อยู่ระหว่างการขยายตลาดเข้าสู่อัฟกานิสถานร่วมกับพันธมิตรท้องถิ่น ซึ่งคาดว่าจะได้รับผลกระทบเช่นกัน 

โดย CBG ตั้งเป้ารายได้ต่างประเทศทรงตัว ขณะที่ OSP ตั้งเป้าเติบโตประมาณ 15% การทํา sensitivity analysis หากสถานการณ์ยังไม่กลับสู่ภาวะปกติภายในปลายไตรมาส 2/69 ซึ่งจากทํา sensitivity analysis เพื่อดูผลกระทบทั้งในส่วนของยอดขายภายในประเทศและต่างประเทศที่มีโอกาสลดลงจากสถานการณ์ และต้นทุนการผลิตและต้นทุนวัตถุดิบที่มีโอกาสปรับเพิ่มขึ้น 

โดยหากต้นทุนและการบริโภคยังไม่กลับสู่ภาวะปกติในช่วงปลายไตรมาส 2/69 คาดว่า scenario นี้มีโอกาสเกิดขึ้น โดยคาดว่ารายได้รวมของกลุ่มจะอยู่ที่ 4.67 หมื่นล้านบาท ลดลงจากเดิม 6% และลดลง 2% และด้วยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและอัตรากําไรขั้นต้นที่ลดลง

ดังนั้น จึงคาดการณ์กําไรสุทธิที่ 5.9 พันล้านบาท ลดลงจากเดิม 11% และลดลง 2% จากปีก่อน โดยคาดทิศทางผลประกอบการครึ่งปีแรกปี 69 จะอ่อนตัวจากช่วงเดียวกัน แต่เติบโตได้จากครึ่งปีหลังปี 68 และในครึ่งปีหลังปี 69 จะอ่อนตัวจากครึ่งปีแรก แต่เติบโตจากช่วงเดียวกัน

ทั้งนี้  ประเมินว่าราคาหุ้นของทั้ง CBG และ OSP ได้สะท้อนประเด็นลบไปแล้วบางส่วน แม้ไตรมาส 2/69 จะได้ประโยชน์จากฤดูร้อน แต่แรงกดดันของกลุ่มยังคงมาจากการบริหารจัดการต้นทุนและการแข่งขัน จึงคงนํ้าหนักการลงทุนของกลุ่มและหุ้น CBG และ OSP ไว้ที่ NEUTRAL