OSP-CBG สงครามทำพิษ ต้นทุนพุ่งกดมาร์จิ้นครึ่งปีหลัง โบรกฯ หั่นกำไรปี 69 ลง 11%

โบรกฯ มอง OSP-CBG ต้นทุนพุ่งกดมาร์จิ้นลด หลังเหตุสงครามตะวันออกกลางทำต้นทุนวัตถุดิบพุ่ง พร้อมปรับลดกำไรปี 69 ของกลุ่มลง 11% เหลือ 5.9 พันล้านบาท
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ให้มุมมองว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบในโลกปัจจุบัน และผลกระทบต่อโครงสร้างราคาและอุปทานของพลังงานและรวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์ที่ราคาปรับตัวสูงขึ้น ทําให้เราคาดว่ากลุ่มเครื่องดื่มจะเป็นกลุ่มหนึ่งที่จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนการผลิตรวมที่สูงขึ้นในครึ่งปีหลังปี 69
โดยหากพิจารณาจากโครงสร้างต้นทุนแล้วพบว่า ต้นทุนวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์รวมคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 50-60% (OSP ประมาณ 50% และ CBG ประมาณ 60%) ของต้นทุนรวมทั้งหมด โดยต้นทุนสินค้าโภคภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องปรับตัวสูงขึ้น อาทิ อลูมิเนียม (เพิ่มขึ้น 18% จากต้นปีถึงปัจจุบัน) และก๊าซธรรมชาติ (เพิ่มขึ้น 5% จากต้นปีถึงปัจจุบัน)
แม้ว่าราคานํ้ามันดิบโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นจะได้รับการอุดหนุนบางส่วนจากมาตรการภาครัฐ ซึ่งช่วยบรรเทาแรงกดดันต่ออัตรากําไรในประเทศได้ชั่วคราว แต่ค่าไฟฟ้าซึ่งปัจจุบันยังมีการตรึงราคาไว้ มีโอกาสที่จะปรับเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังปี 69 แม้ OSP และ CBG จะมีการทําสัญญาซื้อวัตถุดิบบางส่วนล่วงหน้าแล้ว แต่หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลายภายในไตรมาส 2/69 คาดว่าจะกระทบต้นทุนรวมในครึ่งปีหลังปี 69
ทั้งนี้ การปรับราคาขายและการส่งต่อต้นทุนทําได้ยาก โดยในปี 2568 มูลค่าตลาดเครื่องดื่มชูกําลังยังทรงตัวอยู่ที่ 2.26 หมื่นล้านบาท จากการบริโภคที่อ่อนแอและการแข่งขันที่รุนแรง OSP ยังคงรักษาตําแหน่งผู้นําตลาดด้วยส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 (44.2%) แต่ไม่มีการเติบโตหลังจากมีการปรับราคาสินค้าหลัก M-150 ขึ้นลงในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่ CBG มีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 28.2%
สําหรับปี 2569 คาดว่ามูลค่าตลาดเครื่องดื่มชูกําลังจะทรงตัว และการแข่งขันจะยังคงรุนแรง โดยเฉพาะจากคู่แข่งในลําดับที่ 3 ที่เริ่มมีการลดราคาขาย ขณะที่คาดว่าการปรับขึ้นราคาหรือการส่งต่อต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะไม่เกิดขึ้นในปีนี้ โดย CBG มีสัดส่วนเครื่องดื่มชูกําลัง 10 บาทเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่ OSP มีสัดส่วนเครื่องดื่มชูกําลัง 10 บาทที่ 25% และสูงกว่า 10 บาทในส่วนที่เหลือ
ทั้งนี้ CBG และ OSP มีรายได้จากตลาดต่างประเทศทั้งจากการส่งออกและการผลิตในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม คาดว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อส่วนส่งออกทั้งในแง่ต้นทุนขนส่งและปริมาณ ซึ่งจะกระทบประมาณการรายได้ โดยในปีนี้ CBG อยู่ระหว่างการขยายตลาดเข้าสู่อัฟกานิสถานร่วมกับพันธมิตรท้องถิ่น ซึ่งคาดว่าจะได้รับผลกระทบเช่นกัน
โดย CBG ตั้งเป้ารายได้ต่างประเทศทรงตัว ขณะที่ OSP ตั้งเป้าเติบโตประมาณ 15% การทํา sensitivity analysis หากสถานการณ์ยังไม่กลับสู่ภาวะปกติภายในปลายไตรมาส 2/69 ซึ่งจากทํา sensitivity analysis เพื่อดูผลกระทบทั้งในส่วนของยอดขายภายในประเทศและต่างประเทศที่มีโอกาสลดลงจากสถานการณ์ และต้นทุนการผลิตและต้นทุนวัตถุดิบที่มีโอกาสปรับเพิ่มขึ้น
โดยหากต้นทุนและการบริโภคยังไม่กลับสู่ภาวะปกติในช่วงปลายไตรมาส 2/69 คาดว่า scenario นี้มีโอกาสเกิดขึ้น โดยคาดว่ารายได้รวมของกลุ่มจะอยู่ที่ 4.67 หมื่นล้านบาท ลดลงจากเดิม 6% และลดลง 2% และด้วยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและอัตรากําไรขั้นต้นที่ลดลง
ดังนั้น จึงคาดการณ์กําไรสุทธิที่ 5.9 พันล้านบาท ลดลงจากเดิม 11% และลดลง 2% จากปีก่อน โดยคาดทิศทางผลประกอบการครึ่งปีแรกปี 69 จะอ่อนตัวจากช่วงเดียวกัน แต่เติบโตได้จากครึ่งปีหลังปี 68 และในครึ่งปีหลังปี 69 จะอ่อนตัวจากครึ่งปีแรก แต่เติบโตจากช่วงเดียวกัน
ทั้งนี้ ประเมินว่าราคาหุ้นของทั้ง CBG และ OSP ได้สะท้อนประเด็นลบไปแล้วบางส่วน แม้ไตรมาส 2/69 จะได้ประโยชน์จากฤดูร้อน แต่แรงกดดันของกลุ่มยังคงมาจากการบริหารจัดการต้นทุนและการแข่งขัน จึงคงนํ้าหนักการลงทุนของกลุ่มและหุ้น CBG และ OSP ไว้ที่ NEUTRAL
ยอดนิยม
KTB แจ้งปันผลระหว่างกาล ในอัตรา 0.48 บาทต่อหุ้น จ่อขึ้น XD วันที่ 22 ก.ย.นี้
“สารัชถ์” โยน “บิ๊กล็อต” GULF ให้นักลงทุนสถาบัน 26.9 ล้านหุ้น รับทรัพย์กว่า 1.68 พันลบ.
GULF จับมือพันธมิตรต่างชาติ ลุยโครงสร้างพื้นฐานเคเบิลใต้น้ำ คาดเริ่มเปิดดำเนินการในปี 73
ลุ้นปีนี้ KTB แจกปันผลเพิ่ม โบรกฯคาดมีโอกาสจ่ายมากกว่าเดิม หลังระหว่างกาลจ่ายมาแล้ว 0.48 บาท