ดัชนีหุ้นไทยเปิดดิ่ง บรรยากาศไม่เอื้อ สงครามป่วน! หลังถล่มแหล่งก๊าซใหญ่ที่สุดในโลก

ดัชนีหุ้นไทยวันนี้ (19 มี.ค. 69) โดนแรงกดดันอีกครั้ง โดยเคลื่อนไหวในแดนลบ ลดกว่าไปกว่า 8 จุด ล่าสุดสงครามตะวันออกกลาง สร้างแรงกดดันไม่หยุด หลัง อิสราเอลโจมตีโรงผลิตก๊าซธรรมชาติ และโรงงานปิโตรเคมีขนาดใหญ่ อิหร่านประกาศตอบโต้โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของชาติพันธมิตรสหรัฐฯ เช่นกัน
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นยังอยู่ในโหมดระแวดระวัง โดยสงครามสหรัฐฯ - อิหร่านยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 19 มุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานพลังงานในตะวันออกกลาง และสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น หลังอิสราเอลได้ทำการโจมตีคลังเก็บก๊าซและน้ำมันของอิหร่านในแหล่ง เซาท์พาร์สและอาซาลูเยห์ ซึ่งถือเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติใหญ่ที่สุดในโลก และมีการดำเนินงานร่วมกันระหว่าง อิหร่านและกาตาร์ โดยต่อมาอิหร่านขู่ถล่มแหล่งพลังงานในกาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และ UAE ผลักดันให้ราคา น้ำมันดิบโลกยืนอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง และการกดเงินเฟ้อจะยิ่งยากขึ้น
โดยภาพรวมภาวะสงครามที่เกิดขึ้นและยืดเยื้อถือว่าส่งผลบวกต่อกลุ่มปิโตรเลียมและปิโตรเคมี ซึ่งทำให้ราคา ปิโตรเลียม และราคาปิโตรเคมีปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องความกังวลด้าน SUPPLY SHORTAGE แต่อย่างไรก็ตาม ในทางกลับกัน หากสถานการณ์สงครามในครั้งนี้กลับสู่ภาวะปกติก็จะส่งผลให้ผลบวกที่เกิดขึ้นต่อราคา ปิโตรเลียม และปิโตรเคมีก่อนหน้านี้ กลับสู่สถานการณ์ปกติอิงปัจจัยพื้นฐาน DEMAND และ SUPPLY ที่แท้จริง
ทั้งนี้แม้หากเกิดกรณีสงครามครั้งนี้จบลง แต่คาดราคาปิโตรเลียม และปิโตรเคมีโดยภาพรวมยังอยู่ในทิศทางขา ขึ้นจากปี 2568 ที่ผ่านมา เนื่องความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลกที่คาดว่าจะเกิดถี่ขึ้น และมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ ต่อเนื่อง
ขณะที่ผลการประชุม FED วานนี้ มีมติให้คงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.75% ตามคาด โดย FED ย้ำว่ายังไม่ลดดอกเบี้ย จนกว่าเงินเฟ้อจะชะลอตัว ซึ่ง FED มีการปรับคาดการณ์เงินเฟ้อปี 2026 เพิ่มขึ้นเป็น 2.7% (จากเดิม 2.4%) พร้อมกับระบุว่าความไม่แน่นอนจากสงครามต่อเงินเฟ้อ ทำให้ยากต่อการคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ยข้างหน้า ขณะที่คาดการณ์ DOT PLOT มองว่า FED จะลดดอกเบี้ยปีนี้อีกแค่ 1 ครั้ง
ดังนั้นสรุป ผลกระทบจากสงครามสหรัฐฯ - อิหร่าน มุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานพลังงาน สร้างความเสียหายต่อ เศรษฐกิจ พร้อมกับผลักดันให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงต่อเนื่อง ขณะที่ท่าทีของ FED ย้ำว่ายังไม่ลดดอกเบี้ย จนกว่าเงิน เฟ้อจะชะลอตัว และในมุมองของตลาดฯ ยังมีความไม่มั่นใจต่อทิศทางการปรับลดดอกเบี้ยเช่นกัน สังเกตุจาก BOND YIELD สหรัฐฯ ขยับสูงขึ้น ทั้งนี้ เงินเฟ้อที่สูงขึ้น อาจทำให้ธนาคารกลางต่างๆ ใช้นโยบายการเงินที่เข้มข้น ขึ้น ซึ่งจะถ่วงการเติบโตเศรษฐกิจ โดยถือเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะ STAGFLATION (เศรษฐกิจชะลอตัว แต่ เงินเฟ้อพุ่งสูง) และอาจเร่งความผันผวนให้กับตลาดหุ้นได้
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สถานการณ์ตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียด จากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ดึงน้ำมันดิบ (อิง BRENTS) เร่งสู่ 110 เหรียญฯต่อบาร์เรล กระทบเศรษฐกิจเอเชียที่ส่วนใหญ่นำเข้าพลังงาน แต่ความเสี่ยงต่อกำไรตลาดหุ้นไทย จะเกิดก็ต่อเมื่อน้ำมันดิบยืนระยะเหนือ 95 เหรียญฯต่อบาร์เรลทั้งปี เนื่องจากกรณีน้ำมันเฉลี่ยยังค่ำกว่า 95เหรียญฯ กำไรกลุ่ม Energy จะยังประคองกำไรกลุ่ม Real Sector ได้
ส่วนนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า บรรยากาศไม่เอื้อ... โหวตนายกฯยังเดินหน้า โดยในส่วนราคาน้ำมันดิบกลับมาเร่งตัวขึ้นอีกครั้ง จากการที่อิสราเอลโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน ซึ่งล่าสุด เป็นโรงผลิตก๊าซธรรมชาติ และโรงงานปิโตรเคมีขนาดใหญ่ ขณะที่ อิหร่านประกาศตอบโต้โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของชาติพันธมิตรสหรัฐฯ เช่นกัน
ส่วน ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ พยายามกดดันให้ชาติพันธมิตรเข้าดูแลเส้นทางขนส่งน้ำมันบริเวณช่องแคบฮอร์ มุซ และช่วยกันรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดมากขึ้น หุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำจะกลับมาเด่น สลับกับกลุ่ม Anti-commodity ที่จะพลิกกลับมาอ่อนตัว
ด้านแม้ศาลรัฐธรรมนูญรับวินิจฉัยกรณีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง แต่ไม่กระทบการโหวตนายกฯในวันนี้เพราะไม่ได้มีคำสั่งห้าม ถ้าอิงสถิติในอดีต พบว่า SET Index มักตอบรับเชิงบวก โดยปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 1.1% ในวันที่มีการโหวตนายกฯ กลุ่มที่ปรับตัวขึ้นเด่น คือ ค้าปลีก, ไฟแนนซ์, รับเหมา ก่อสร้าง, ท่องเที่ยว, ขนส่ง, และอสังหาริมทรัพย์
โดยหุ้นที่ได้ ประโยชน์จากนโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ เช่น GULF, GUNKUL, TRUE, THCOM, CPALL, GLOBAL, DOHOME, TIDLOR, SAWAD, STECON, CK, OSP, CBG, ICHI, STA, NER, BBIK, FORTH อาจมีแรงเก็งกำไรสลับเข้ามาบ้าง แต่ด้วยความที่มีประเด็นการวินิจฉัยของศาลฯ รออยู่ในช่วง 2 สัปดาห์ข้างหน้า จึงอาจทำให้ Upside ยังจำกัดจนกว่าจะทราบความชัดเจน
ยอดนิยม
SAAM วางกลยุทธ์รุกธุรกิจดิจิทัล หวังสร้างรายได้แบบ Recurring Income
โบรกฯ แนะ 8 หุ้นแกร่งเข้าพอร์ต ได้ประโยชน์จากเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น หลังภาครัฐปรับราคาน้ำมันดีเซล
TISCO งบ Q1 ส่อแววไม่โต โบรกฯ คาดมีกำไร 1.6 พันลบ. ลด 2% แบกตั้งสำรองฯ เพิ่มขึ้น 78%