รายงานพิเศษ : SCC ปรับเกมสู้วิกฤตพลังงานโลก หยุด ROC ชั่วคราว-เร่งใช้พลังงานทางเลือก หวังช่วยลดความผันผวนด้านต้นทุน

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) เปิดกลยุทธ์บริหารความเสี่ยง ปรับโครงสร้างพลังงานและรักษาสภาพคล่อง ขณะที่มูลค่าหุ้นมี Margin of Safety รองรับความผันผวนระยะสั้น
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความไม่แน่นอนของการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสำคัญของโลก กำลังส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมีอย่างมีนัยสำคัญ และเริ่มสะท้อนมายังการดำเนินงานของ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย หรือ SCC แต่บริษัทก็พลิกวิกฤติที่เกิดขึ้นเป็นโอกาสในการปรับตัว
โดย นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ รับว่าปัญหาการขนส่งวัตถุดิบหลักอย่างแนฟทา (Naphtha) และโพรเพน (Propane) ที่ไม่สามารถส่งมอบได้ตามแผน ส่งผลให้บริษัทจำเป็นต้อง “หยุดเดินโรงงานบริษัทระยองโอเลฟินส์ จำกัด (ROC) เป็นการชั่วคราว” เพื่อบริหารความเสี่ยงจากเหตุสุดวิสัย
ROC ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงงานสำคัญของกลุ่มธุรกิจเคมิคอลส์ ได้ประกาศ Force Majeure ต่อคู่ค้าเรียบร้อยแล้ว โดยการหยุดดำเนินงานครั้งนี้ ส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นราว 150 ล้านบาทต่อเดือน แม้โรงงานดังกล่าวจะเป็นโรงงานที่มีประสิทธิภาพสูง ใช้ระบบ Automation และ Digitalization อย่างเต็มรูปแบบ
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบยังคงจำกัดอยู่ในบางส่วนของธุรกิจเคมิคอลส์เท่านั้น โดยโรงงานอื่นในกลุ่ม รวมถึงธุรกิจหลักอื่นของ SCC ยังคงดำเนินงานได้ตามปกติ ภายใต้การปรับแผนอย่างยืดหยุ่นให้สอดคล้องกับสถานการณ์
โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ได้เร่งเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทางเลือก เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และลดความผันผวนด้านต้นทุนพลังงาน ซึ่งถือเป็นการปรับตัวเชิงกลยุทธ์ในระยะยาว
ในด้านฐานะการเงิน SCC ยังคงแสดงความแข็งแกร่งอย่างมีนัยสำคัญ โดยในปี 2568 บริษัทมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (Adjusted EBITDA) สูงถึง 55,012 ล้านบาท สะท้อนความสามารถในการรองรับความไม่แน่นอน หากสถานการณ์ยืดเยื้อ
ขณะที่มุมมองนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ประเมินกรณีเลวร้ายสุด (Worst Case) ด้วยวิธี SOTP โดย “ตัดมูลค่าธุรกิจปิโตรเคมีออกทั้งหมด” พบว่า มูลค่า Book Value ของ SCC ยังคงอยู่ที่ระดับประมาณ 150 บาทต่อหุ้น
โดยการประเมินดังกล่าวสะท้อนว่า ราคาหุ้นในปัจจุบันมี Downside จำกัดมากขึ้น เมื่อเทียบกับความกังวลของตลาด ขณะที่ธุรกิจซีเมนต์ แพ็กเกจจิ้ง และฐานะการเงินของกลุ่ม ยังคงเป็นตัวพยุงมูลค่าโดยรวม
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ยังคงราคาเป้าหมายที่ 225 บาท พร้อมคำแนะนำ “ถือ” โดยระบุจังหวะเข้าลงทุนที่น่าสนใจไว้ 2 กรณี ได้แก่ 1.เมื่อสถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลาย และช่องแคบฮอร์มุซกลับสู่ภาวะปกติ 2.เมื่อราคาหุ้นปรับตัวลงสู่ระดับ 150 บาท ซึ่งสะท้อน Worst Case ไปแล้ว
โดยสรุป แม้ SCC จะเผชิญแรงกดดันระยะสั้นจากธุรกิจปิโตรเคมีและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ แต่ด้วยโครงสร้างธุรกิจที่กระจายตัว และฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง ทำให้บริษัทยังคงมี “ภูมิคุ้มกัน” ต่อความผันผวน และมีโอกาสฟื้นตัวได้เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย