รายงานพิเศษ : TEGH ดันธุรกิจสู่ Low Carbon Value Chain รับกระแส CBAM–EUDR–Net Zero หนุนผลงาน All-Time High

TEGH ยกระดับโครงสร้างธุรกิจครบวงจร รับกระแสเมกะเทรนด์โลก สร้างการเติบโตต่อเนื่อง คาดยางแท่งทำสถิติสูงสุด ปาล์มเพิ่มกำลังผลิตก้าวกระโดดและพลังงานทดแทนที่สร้างรายได้มาร์จิ้นสูง รับอานิสงส์ CBAM–EUDR เต็มรูปแบบ
บมจ.ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (TEGH) กำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในบริษัทที่น่าจับตาในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและพลังงานสะอาด ภายใต้ทิศทางธุรกิจที่สอดรับกับ “เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Economy)” ซึ่งเป็นเมกะเทรนด์สำคัญของโลกในปัจจุบัน
ในปี 2569 บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมเติบโต 10% แตะระดับ 22,000 ล้านบาท แม้ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศที่เข้มงวดขึ้น โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ ยางธรรมชาติ น้ำมันปาล์ม และพลังงานทดแทน
ธุรกิจยางธรรมชาติ ยังคงเป็นแกนหลักในการสร้างรายได้ โดยในปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายยางแท่งไว้ที่ 280,000–290,000 ตัน ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีปัจจัยสนับสนุนมาจาก
-ความต้องการในอุตสาหกรรมยางล้อที่ยังเติบโต
-ราคาน้ำมันโลกที่สูง ส่งผลให้ยางสังเคราะห์มีราคาสูงขึ้น
-กระแสการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน TEGH ยังยกระดับธุรกิจด้วยการเปิดตัว ยางแท่ง Carbon Neutral ซึ่งช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในห่วงโซ่อุปทาน ตอบโจทย์ผู้ผลิตยางล้อระดับโลก และสอดรับกับมาตรการ CBAM ของยุโรป บริษัทยังคาดว่าจะรักษาสัดส่วนยอดขายยางตามมาตรฐาน EUDR ที่ระดับ 30–40% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น หลังจากกฎดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบในปลายปี 2569
พร้อมกันนี้ โครงการขยายกำลังการผลิตยางแท่งที่กำลังดำเนินการ จะทำให้กำลังการผลิตรวมเพิ่มขึ้นเป็น 432,000 ตันต่อปี รองรับดีมานด์ที่เติบโตในระยะ 1–2 ปีข้างหน้า
ด้านธุรกิจน้ำมันปาล์มมีแนวโน้มเติบโตอย่างแข็งแกร่ง จากการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่อง ผ่านการลงทุนที่สำคัญ ได้แก่
-การติดตั้งหม้อต้มไอน้ำ (Boiler) ใหม่
-การเพิ่มหม้อนึ่งปาล์ม (Sterilizer)
-ส่งผลให้กำลังการผลิตน้ำมันปาล์มดิบเพิ่มขึ้นถึง 50% ภายในปีนี้
ในด้านการต่อยอดมูลค่า บริษัทมีแผนขอการรับรอง ISCC CORSIA สำหรับน้ำมันที่ได้จากของเหลือใช้ เช่น ทะลายปาล์มเปล่าและน้ำเสีย เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงการบินชีวภาพ (SAF) ซึ่งกำลังเติบโตทั่วโลก ถือเป็นการเปลี่ยน “ของเสีย” ให้กลายเป็น “สินทรัพย์สร้างมูลค่า” ได้อย่างมีนัยสำคัญ
ขณะที่ธุรกิจพลังงานทดแทนและบริหารจัดการกากอินทรีย์ กำลังกลายเป็น New Growth Engine ของบริษัทหลังจากประสบความสำเร็จในการขยายกำลังผลิตก๊าซชีวภาพเฟส 1 บริษัทเดินหน้าต่อเนื่องในโครงการบ่อกาก ปิโตรเคมี (เสร็จ Q1/2569) และโครงการขยายก๊าซชีวภาพเฟส 2 (เสร็จ Q3/2569)
โดยตั้งเป้าขยายความสามารถในการจัดการกากอินทรีย์เป็น 1.1 ล้านตัน/ปี การผลิตก๊าซชีวภาพเป็น 58 ล้านลูกบาศก์เมตร/ปี ภายในปี 2570 ซึ่งจะสร้างรายได้จาก Carbon Credit ที่จะเพิ่มขึ้นตามปริมาณกากอินทรีย์ ซึ่งเป็นรายได้ที่มีมาร์จิ้นสูง และสอดคล้องกับทิศทางโลก
นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างเจรจาพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เพื่อพัฒนาโครงการ Green Gas และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เพิ่มโอกาสการเติบโตในระยะยาว
ดังนั้นTEGH ถือเป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้อานิสงส์โดยตรงจากมาตรการ CBAM กฎ EUDR เทรนด์ Net Zero และ ESG จุดแข็งสำคัญคือ โครงสร้างธุรกิจครบวงจร การต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง การสร้างรายได้ใหม่จาก Carbon Credit ภายใต้วิสัยทัศน์ “Empowering the Low Carbon Value Chain” บริษัทไม่ได้เพียงแค่ปรับตัว แต่กำลัง “สร้างโอกาสใหม่” จากข้อจำกัดของโลกยุคใหม่