วิกฤตน้ำมันป่วน! อาจฉุดเศรษฐกิจไทยโตเหลือ 1% แม้รัฐมีแผนฉุกเฉินหลายขั้นตอน

โบรกฯ เผยวิกฤตราคาพลังงาน กระทบห่วงโซ่อุปทานไทย ชี้แผนรับมือฉุกเฉินของรัฐยังมีข้อจำกัดหลายด้าน เสี่ยงทำเศรษฐกิจไทยโตเพียง 1%
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ให้มุมมองว่าต่อประเด็นวิกฤตพลังงานและ Supply Chain ไทย สงคราม Operation Epic Fury ซึ่งนําไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวพุ่งขึ้นจาก 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก่อนสงคราม ไปแตะระดับเกือบ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ก่อนจะทรงตัวที่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และได้ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานของไทยอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการจํากัดปริมาณการจําหน่ายน้ำมัน การที่ TOA ระงับการรับออร์เดอร์ใหม่เนื่องจากสต็อกวัตถุดิบเหลือเพียง 20 วัน การปิดโรงงานโอเลฟินส์ระยองของ SCG และยอดจองโรงแรมในภูเก็ตที่ลดลง 10%
ในส่วนของเสถียรภาพด้านราคาพลังงาน คํานวณว่ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งใช้จ่ายเงินอุดหนุนดีเซลเพื่อตรึงราคาที่ 30 บาทต่อลิตรนั้น จะสามารถรองรับได้อีก 40–68 วัน ขึ้นอยู่กับระดับราคาน้ำมันดิบที่ 100–120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้รัฐบาลจะเตรียมแผนฉุกเฉินไว้หลายชั้น อาทิ พ.ร.บ.โอนงบประมาณ 50,000 ล้านบาท การออก พ.ร.ก.ค้ำประกันเงินกู้กองทุนน้ำมัน และการเจรจาจัดหาน้ำมันดิบจากรัสเซีย
แต่มาตรการเหล่านี้ยังติดข้อจํากัดทางรัฐธรรมนูญในช่วงระหว่างการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ในภาพรวมเชิงมหภาค ประเมินว่า GDP ไทยมีความเสี่ยงที่จะชะลอตัวลงสู่ระดับ 1.0–1.4% พร้อมกับค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าสู่ 34–36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในกรณีที่สถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อออกไป