รายงานพิเศษ : SSP เดินหน้าขยายกำลังการผลิต เสริมพอร์ตพลังงานหมุนเวียน เร่ง COD รับอานิสงส์ราคาน้ำมันพุ่ง

ท่ามกลางวิกฤตราคาน้ำมันโลกจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ธุรกิจพลังงานหมุนเวียนกลับโดดเด่นขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะ บมจ.เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น (SSP) ที่เร่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและทยอย COD โครงการใหม่ หนุนรายได้ปี 69–70 เติบโตต่อเนื่อง รับเทรนด์พลังงานสะอาดขาขึ้นอย่างเต็มตัว
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบอย่างมากต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก เนื่องจากตะวันออกกลางนับว่าเป็นแหล่งผลิตและส่งออกน้ำมันเป็นอันดับต้นๆของโลก ซึ่งผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นสะท้อนได้จากมุมมอง
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ยอมรับว่า ธปท. อยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ต่อเหตุสงครามในตะวันออกกลาง เพราะสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แต่จากการที่ไทยเป็นประเทศนำเข้าน้ำมัน จึงอาจจะกระทบต่อ GDP เล็กน้อย เบื้องต้นประเมินว่าจะมีผลกระทบต่อ GDP ประมาณ 0.1-0.2% แต่สิ่งที่จะกระทบมากกว่า คือ เงินเฟ้อ เพราะราคาพลังงานมีสัดส่วนการคำนวณในตระกร้าเงินเฟ้อประมาณ 13% แต่ปัจจุบัน เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ ทั้งปีคาดอยู่ที่ 0.2-0.3%
ด้านภาคเอกชนก็สะท้อนผลกระทบในทิศทางเดียวกัน โดยนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานที่ประชุม กกร. ระบุความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรง ได้ส่งผลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและความมั่นคงของโลก โดยราคาน้ำมัน ราคาก๊าซธรรมชาติ ในตลาดล่วงหน้าพุ่งสูงขึ้น และมีแนวโน้มจะยังอยู่ในระดับสูงในช่วง 1-3 เดือนข้างหน้า
นอกจากนี้ ยังกระทบการขนส่งสินค้า รวมถึงสินค้าพลังงานทางเรือ และการเดินทางทางอากาศ ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อ จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งจากราคาพลังงานในประเทศซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของธุรกิจ และครัวเรือนที่จะสูงขึ้น
ราคาน้ำมันตลาดโลกที่ปรับเพิ่มขึ้นจะส่งผลกระทบต่อภาคส่วนต่างๆ แต่ส่งผลดีต่อธุรกิจการผลิตพลังงานสะอาด ที่จะได้รับการยอมรับมากขึ้น รวมทั้งธุรกิจของ บมจ.เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น (SSP) บริษัทที่ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และธุรกิจที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ทั้งในและต่างประเทศ
ซึ่งในปี 69 บริษัทมีเป้าหมายในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยนายวรุตม์ ธรรมาวรานุคุปต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SSP ระบุ บริษัทมีปัจจัยหนุนการเติบโตของรายได้ในปีนี้ มาจากการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต (Repowering) โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ SPN ในประเทศไทย ที่แล้วเสร็จและฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ จากการรับรู้รายได้ของโครงการโซลาร์ฟาร์ม LEO 2 ในประเทศญี่ปุ่นที่ได้เริ่มจำหน่ายไฟฟ้าในช่วงไตรมาส 4/68 ที่ผ่านมา
นอกจากนั้นในไตรมาส 4/69 การ COD โรงไฟฟ้าขยะชุมชนในประเทศไทยจำนวน 2 โครงการ ก็จะเข้ามาช่วยสนับสนุนรายได้จาการขายไฟฟ้ารวมในปี 2569 เติบโตเพิ่มขึ้นเช่นกัน
“ภาพรวมในปี 68 ได้รับผลประกอบการเต็มปีจากการเข้าถือหุ้นวินชัย 100% ผนวกกับค่าความเร็วลมในประเทศไทยเพิ่มขึ้นกว่าปีก่อน เป็นผลให้ปริมาณการผลิตของโครงการร่มเกล้าวินฟาร์มเติบโตเพิ่มขึ้น โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่น มีค่าความเข้มแสงที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต (Repowering) โครงการ SPN ที่ทยอยแล้วเสร็จตั้งแต่ไตรมาส 3/68 ได้เข้ามาช่วยลดผลกระทบต่อรายได้ adder ที่หมดลงไปของ SPN เป็นผลให้ปริมาณการผลิตไฟฟ้ารวมฟื้นตัวกลับมาดีขึ้น และคาดว่าจะเห็นปริมาณขายไฟของ SPN ที่เพิ่มขึ้นได้ตลอดทั้งปี 69” นายวรุตม์กล่าว
ทั้งนี้ปัจจุบัน SSP มีกำลังการผลิตติดตั้งรวม 367 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะชุมชนอีก จำนวน 2 โครงการ ขนาดกำลังการผลิตติดตั้งรวม 19.8 เมกะวัตต์ คาดว่าจะสามารถขายไฟเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) ได้ภายในไตรมาส 4/69 นอกจากนี้ สำหรับปี 70 เตรียมพร้อม COD โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทยอีก 3 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 108.6 เมกะวัตต์ รวมถึงโรงไฟฟ้าพลังงานลม "บาโก" ในประเทศฟิลิปปินส์ ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 150 เมกะวัตต์