รายงานพิเศษ : SUSCO ปรับกลยุทธ์ เน้นขายน้ำมันในปท.-ต่อยอดรถไฟฟ้า สร้างศักยภาพเติบโตอย่างยั่งยืน

ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค บมจ.ซัสโก้ (SUSCO) เดินหน้าปรับกลยุทธ์เชิงรุก มุ่งขยายฐานรายได้ในประเทศ เสริมทัพธุรกิจ Non-Oil และรุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ สะท้อนภาพการเปลี่ยนผ่านจากผู้จำหน่ายน้ำมันสู่ “Energy & Mobility Ecosystem” ที่สร้างการเติบโตอย่างมั่นคงในปี 2569 และระยะยาว
ผู้บริหาร SUSCO ระบุในรายงานผลดำเนินงานปี2568 โดยวางยุทธศาสตร์การเติบโตปี 2569 จะเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจหลัก ต่อยอดการใช้รถพลังงานไฟฟ้า EV กระตุ้น ธุรกิจ Non-Oil เติบโตแรง
ด้านธุรกิจน้ำมัน จะเน้นการขยายตลาดในประเทศหนุนปริมาณขายเติบโต
ในปี 2568 ธุรกิจน้ำมันของ SUSCO เผชิญแรงกดดันจากยอดจำหน่ายไปต่างประเทศที่ลดลง อันเป็นผลจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถชดเชยผลกระทบดังกล่าวได้จากยอดจำหน่ายภายในประเทศและผ่านสถานีบริการที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
แนวโน้มปี 2569 ผู้บริหารประเมินว่า ปริมาณการจำหน่ายในประเทศจะเติบโตต่อเนื่อง จากการปรับกลยุทธ์ทางการตลาด การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสถานีบริการ และการขยายสถานีใหม่ในทำเลศักยภาพ ส่งผลให้รายได้จากธุรกิจหลักมีเสถียรภาพมากขึ้น ขณะที่ยอดส่งออกคาดว่าจะทรงตัวใกล้เคียงระดับครึ่งปีหลังของปี 2568 ซึ่งสะท้อนการบริหารความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์อย่างรอบคอบ
การมุ่งเน้นตลาดในประเทศยังช่วยให้ SUSCO สามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นได้ดีขึ้น จากการควบคุมต้นทุนและการเพิ่มยอดขายผ่านช่องทางสถานีบริการที่บริษัทบริหารเอง
ด้านธุรกิจ Non-Oil ซึ่งจะเป็นเครื่องยนต์ตัวใหม่ที่ผลักดันการเติบโต ทำให้ธุรกิจ Non-Oil กลายเป็นดาวเด่นที่ช่วยยกระดับโครงสร้างรายได้ของ SUSCO อย่างชัดเจน บริษัทเร่งขยายพื้นที่เช่า ปรับภาพลักษณ์สถานีบริการให้ทันสมัย และพัฒนาให้เป็น Community Hub มากกว่าจุดเติมน้ำมัน
ซึ่งการเปิด SUSCO SQUARE สาขาปิ่นเกล้า ในช่วงกลางปี 2568 ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างโมเดลรายได้ค่าเช่าที่มีมาร์จิ้นสูง โดยคาดว่ารายได้ค่าเช่าจากธุรกิจ Non-Oil จะเติบโตไม่น้อยกว่า 20% ในไตรมาส 1/2569
นอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างดึงพันธมิตรธุรกิจร้านอาหาร ธุรกิจบริการรถยนต์ และบริการไลฟ์สไตล์อื่น ๆ เข้ามาเสริม ทำให้สถานีบริการของ SUSCO มีทราฟฟิกเพิ่มขึ้น และช่วยกระตุ้นยอดขายน้ำมันควบคู่กัน เกิด Synergy ระหว่างธุรกิจหลักและธุรกิจเสริมอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านสู่รูปแบบธุรกิจที่หลากหลาย ลดการพึ่งพารายได้จากน้ำมันเพียงอย่างเดียว และสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) ที่มั่นคงในระยะยาว
ด้านธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งมีโอกาสเติบโตตามเทรนด์พลังงานสะอาด
SUSCO ได้เดินหน้ารุกธุรกิจจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ภายใต้แบรนด์ BYD และ DENZA โดยในปี 2568 การเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ของ BYD ที่มีราคาสอดคล้องกับกำลังซื้อและดีไซน์ตอบโจทย์ผู้บริโภค ส่งผลให้ยอดจำหน่ายเติบโตต่อเนื่อง
ปี 2569 คาดว่ายอดขาย EV จะขยายตัวต่อ จากแผนเปิดตัวรุ่นใหม่เพิ่มเติมเพื่อขยายฐานลูกค้าสู่กลุ่มรายได้หลากหลายระดับ ขณะที่ความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยยังมีแนวโน้มเติบโต จากแรงหนุนของนโยบายภาครัฐและความตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อม
การมีธุรกิจ EV อยู่ในพอร์ต ช่วยเสริมภาพลักษณ์ SUSCO ในฐานะผู้เล่นด้านพลังงานยุคใหม่ และสร้างโอกาส Cross-Selling กับธุรกิจสถานีบริการและ EV-Charger ได้อย่างครบวงจร
และในส่วนของโครงสร้างพื้นฐาน EV-Charger และธุรกิจให้เช่าจะเป็นรายได้ในอนาคตที่ชัดเจน
บริษัทได้ติดตั้ง EV-Charger แล้วกว่า 55 สถานี รวม 137 หัวชาร์จ และมีแผนขยายความร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อเพิ่มจุดให้บริการครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น ถือเป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานรองรับการเติบโตของ EV ในระยะยาว
ในส่วนธุรกิจให้เช่าซื้อและให้เช่ารถยนต์ นอกจากโครงการ Grab EV ที่สนับสนุนผู้ขับขี่แพลตฟอร์มแล้ว บริษัทยังให้บริการแก่หน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชนอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าขยายรถยนต์ไฟฟ้าในพอร์ตให้ได้ไม่น้อยกว่า 500 คัน ภายใน 2 ปี
ธุรกิจนี้มีศักยภาพสร้างรายได้ประจำ และเพิ่มอัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ROA) ให้บริษัทในอนาคต อีกทั้งยังช่วยเสริม Ecosystem ด้านพลังงานสะอาดให้ครบวงจร ตั้งแต่การจำหน่ายรถ การให้เช่า ไปจนถึงการให้บริการชาร์จไฟ
ดังนั้นแม้ตลาดพลังงานจะเผชิญความผันผวน แต่การกระจายแหล่งรายได้ และการพัฒนา Energy & Mobility Ecosystem อย่างต่อเนื่อง ทำให้ SUSCO มีศักยภาพเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผู้ถือหุ้นในระยะยาว