Talk of The Town

สรุปงบหุ้นกลุ่ม “ธนาคาร” KBANK ครองแชมป์ กำไรสูงสุดประจำปี 68 KTB เบียดแซง BBL-SCB ขึ้นเบอร์ 2


22 มกราคม 2569

จากการรวบรวมผลการดำเนินงานปี 2568 ของกลุ่มธนาคาร พบว่าโกยกำไรสุทธิรวมกัน 265,414 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.63% จากปีก่อนหน้า โดย KBANK ครองแชมป์กำไรสูงสุดในกลุ่ม ขณะที่ KTB ร้อนแรง! ทำกำไรเบียดแซง BBL และ SCB ขึ้นเป็นอันดับ 2 จากเดิมปี 2567 ที่ BBL และ SCB มีกำไรสุทธิสูงเป็นอันดับ 2 และ 3 ของกลุ่มตามลำดับ

สรุปงบหุ้นกลุ่ม ธนาคาร_S2T (เว็บ) copy_0.jpg

โดยผลประกอบการ  KBANK รายงานกำไรสุทธิปี 2568 อยู่ที่ 49,565 ล้านบาท ลดลง 0.8% จากปีก่อน เป็นไปตามกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้ที่ลดลง เป็นผลจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลง ตามภาวะอัตราดอกเบี้ย รวมทั้งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระหว่างปีเพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องลดภาระค่าใช้จ่ายทางการเงินให้ลูกค้าและการเติบโตของเงินให้สินเชื่อที่ชะลอตัว ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (NIM) ลดลงอยู่ที่ระดับ 3.23%

KTB รายงานกำไรสุทธิปี 2568 อยู่ที่ 48,229 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.5% จากปีก่อน ตามการบริหารพอร์ตสินเชื่อและ Business Mix อย่างรอบคอบ รักษาสมดุลระหว่างความเสี่ยงและผลตอบแทน ส่งผลให้สินเชื่อรวมยังคงขยายตัว 0.5% จากสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อภาครัฐ อีกทั้งยังได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของธุรกิจ Wealth ช่วยผลักดันรายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น 3% รวมถึงการขยายตัวของธุรกิจตลาดเงินตลาดทุนและกำไรจากเงินลงทุน

SCB ปี 2568 มีกำไรสุทธิ 47,488 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.1% จากปีก่อน จากการเพิ่มขึ้นของกำไรจากเงินลงทุน และรายได้ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นจากผลการดำเนินงานของธุรกิจบริหารความมั่งคั่งที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ลดลงภายหลังจากการขายธุรกิจ Robinhood ในปี 2567 และจากการควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญของกำไรจากกลุ่มธุรกิจบริการทางการเงินดิจิทัลและสินเชื่อเพื่อรายย่อย

BBL มีกำไรสุทธิสำหรับปี 2568 อยู่ที่ 46,007 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.8 จากปีก่อน ภายใต้ความไม่แน่นอนหลายด้าน ธนาคารมีรายได้รวมจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นจากการบริหารจัดการสินทรัพย์ด้วยการกระจายแหล่งที่มาของรายได้ ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจากกำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน และกำไรจากเงินลงทุน

BAY รายงานปี 2568 มีกําไรสุทธิอยู่ที่ 31,739 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จากกําไรพิเศษจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนใน TIDLOR การเติบโตของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย และการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ สะท้อนจากการบริหารสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพของธนาคารและจากการรวมพอร์ตสินเชื่อของTIDLOR ในช่วงเวลาดังกล่าว

TTB แจงกำไรสุทธิในปี 2568 อยู่ที่ 20,639 ล้านบาท ลดลง 2% จากปีก่อน โดนแรงกดดันจาก NIM ที่ปรับตัวลง จากอัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ลดลง และรายได้ดอกเบี้ยที่ลดลง จากการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยของเงินให้สินเชื่อ จากผลกระทบของอัตราดอกเบี้ยขาลงและการลดอัตราดอกเบี้ยให้กับลูกค้าที่เข้าร่วมโครงการช่วยเหลือต่างๆ

TISCO รายงานกำไรสุทธิสำหรับงวดปี 2568 อยู่ที่ 6,658.90 ล้านบาท ลดลง 3.5% จากปีก่อน สาเหตุหลักมาจากการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1% ของยอดสินเชื่อเฉลี่ย ตามแผนการตั้งสำรองกลับสู่ระดับปกติและรองรับความเสี่ยงจากปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง

KKP รายงานปี 2568 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 5,913 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 17.5% เมื่อเทียบกับปี 2567 โดยหลักมาจากการลดลงของผลขาดทุนจากการขายรถยึดที่ปรับตัวลดลงมากหากเทียบกับปีก่อนหน้ารวมถึงผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นที่ปรับตัวลดลง ตามสถานการณ์คุณภาพสินเชื่อที่ปรับตัวดีขึ้น

CREDIT แจงกำไรสุทธิปี 2568 เติบโตทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 4,016.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.8 เมื่อเทียบกับปี 2567 ปัจจัยหลักมาจากผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากการบริหารการปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวังของธนาคาร และคุณภาพสินทรัพย์มีแนวโน้มดีขึ้น

LHFG รายงานมีกําไรสุทธิจํานวน 2,885.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41% เมื่อเทียบกับปีก่อน เป็นผลมาจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยสุทธิที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ตามการปรับขึ้นของกําไร (ขาดทุน) สุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกําไรหรือขาดทุนและกําไรจากเงินลงทุน

CIMBT รายงานปี 2568 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,257 ล้านบาท ลดลง 20.9% เมื่อเทียบกับปี 2567 สาเหตุหลักเกิดจากการลลงของรายได้จากการดำเนินงาน 8.8% และการเพิ่มขึ้นของผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น 34.3% สุทธิกับการลดลงของค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงาน