Talk of The Town

ศึกสหรัฐฯ-ยุโรป ป่วน หนุนประเทศไทยส้มหล่น! เปิดทางนำสินค้าเสียบแทน


19 มกราคม 2569

จับตาความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ร้อนแรง หลังปธน.ทรัมป์ จะเริ่มเก็บภาษี 10% กับสินค้าจากยุโรป 8 ประเทศ ฟาก EU กำลังพิจารณาเก็บภาษีสินค้าสหรัฐฯ มูลค่า 93 พันล้านยูโร โบรกฯ ชี้หากสหรัฐฯ และยุโรป ขัดแย้งกัน ทำให้ทั้งสองฝ่ายจะต้องหาแหล่งนำเข้าใหม่ ที่ราคาถูกกว่าและไม่ถูกกำแพงภาษี ไทยซึ่งมีฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม จะกลายเป็นตัวเลือกหลักในการส่งออกสินค้าไปทดแทน

ศึกสหรัฐฯ-ยุโรป ป่วน_S2T (เว็บ).jpg

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า ความตึงเครียดของสงครามการค้ากลับมาก่อตัว ท่ามกลางความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ร้อนแรง โดยล่าสุด ปธน.ทรัมป์ ระบุว่าจะเริ่มเก็บภาษี 10% กับสินค้าจากยุโรป 8 ประเทศ (เดนมาร์ก, นอร์เวย์, สวีเดน, ฝรั่งเศส, เยอรมนี อังกฤษ, เนเธอร์แลนด์, ฟินแลนด์) ตั้งแต่ 1 ก.พ. 69 และจะเพิ่มเป็น 25% ในเดือนมิ.ย. 69 หากไม่ยอมเปิดทางให้สหรัฐฯ ซื้อเกาะกรีนแลนด์จากเดนมาร์ก

ขณะที่ EU กำลังพิจารณาเก็บภาษีสินค้าสหรัฐฯ มูลค่า 93 พันล้านยูโร (ราว 108 พันล้านดอลลาร์) หากทรัมป์เดินหน้าตามคำขู่ นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงความเป็นไปได้ในการใช้เครื่องมือป้องกันการบีบบังคับทางเศรษฐกิจ (ANTI-COERCION INSTRUMENT) เปิดทางให้ EU จำกัดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในวงกว้าง และอาจสร้างรอยร้าวระหว่างพันธมิตร NATO

และเนื่องจากสหรัฐฯ นำเข้าสินค้าจาก EU สูงสุด มีสัดส่วนราว 20.2% อาจทำให้กลุ่มสินค้าชิ้นส่วนฯ, รถยนต์, ยา, น้ำมัน มีราคาสูงขึ้น กดดันทำให้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ล่าสุดที่ 2.7% ลดลงได้ยาก รวมถึงมีโอกาสกดดัน GDP โลก เพราะ TOTAL TRADE ของสหรัฐฯ ไปยุโรปคิดเป็น 18% ของทั้งหมด ยุโรปไปสหรัฐฯ 7% ของทั้งโลก

สำหรับผลที่ตามมาทำให้การใช้นโยบายการคลังและการเงินค่อนข้างตึงตัว ทั้งการทุ่มงบประมาณทหารมหาศาลไปกับการป้องกันประเทศ (ปี 2567 พุ่งสู่ 2.7 ล้านล้านดอลลาร์เพิ่มขึ้น 9.4%YOY สูงสุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเย็น) รวมทั้งการเดินหน้าปรับลดดอกเบี้ยยากขึ้น หากแนวโน้มเงินเฟ้อไม่ชะลอตัวลงสู่กรอบเป้าหมาย สังเกตจาก BOND YIELD 10 ปี สหรัฐสูงสุดในรอบเกือบ 4 เดือน 4.23% ส่วนราคาทองคำทำจุดสูงสุดใหม่

อย่างไรก็ตามประเทศไทยอาจได้ประโยชน์ หากสหรัฐฯ-ยุโรปทะเลาะกัน และขึ้นกำแพงภาษีสินค้านำเข้า โดยหากสหรัฐฯ และยุโรป ขัดแย้งกัน (เช่น สงครามการค้า หรือการกีดกันทางภาษี) สินค้าจากยุโรปจะเข้าอเมริกาแพงขึ้น และสินค้าอเมริกาจะเข้ายุโรปยากขึ้น ทำให้ทั้งสองฝ่ายจะต้องหาแหล่งนำเข้าใหม่ ที่ราคาถูกกว่าและไม่ถูกกำแพงภาษี ไทยซึ่งมีฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม (เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, ยานยนต์, อาหารแปรรูป) จะกลายเป็นตัวเลือกหลักในการส่งออกสินค้าไปทดแทน จากภาพจะเห็นตัวเลขมูลค่าการค้าของไทยกับ 2 ประเทศ

1.สหรัฐฯ (UNITED STATES) : มูลค่าประมาณ 83,019.50 ล้านดอลลาร์ (สัดส่วน 12.90%)

2.สหภาพยุโรป (EUROPEAN UNION) : มูลค่าประมาณ 49,070.60 ล้านดอลลาร์ (สัดส่วน 7.63%)

ทั้งนี้เมื่อรวมกันแล้ว ตลาด US และ EU มีสัดส่วนประมาณ 20.5% ของการค้าไทย (มูลค่ารวมกว่า 1.3 แสนล้านดอลลาร์) ซึ่งมากกว่าจีนที่เป็นคู่ค้าไทยอันดับ 1 เสียอีก ขณะที่ไทยจะได้ประโยชน์จากการดึงดูดเม็ดเงินลงทุน (FDI) เพราะเรามีความสัมพันธ์ทางการค้าที่ดีกับทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งเป็นภูมิภาคที่กำลังเติบโตและต้นทุนต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ดังนั้นหุ้นที่คาดได้ SENTIMENT เชิงบวกจากประเด็นดังกล่าว คือ กลุ่มนิคม WHA AMATA กลุ่มชิ้นส่วนฯ DELTA กลุ่มยานยนต์ SAT AH กลุ่มอาหารแปรรูป CPF TU ITC TFG เป็นต้น