จับตาความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ร้อนแรง หลังปธน.ทรัมป์ จะเริ่มเก็บภาษี 10% กับสินค้าจากยุโรป 8 ประเทศ ฟาก EU กำลังพิจารณาเก็บภาษีสินค้าสหรัฐฯ มูลค่า 93 พันล้านยูโร โบรกฯ ชี้หากสหรัฐฯ และยุโรป ขัดแย้งกัน ทำให้ทั้งสองฝ่ายจะต้องหาแหล่งนำเข้าใหม่ ที่ราคาถูกกว่าและไม่ถูกกำแพงภาษี ไทยซึ่งมีฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม จะกลายเป็นตัวเลือกหลักในการส่งออกสินค้าไปทดแทน

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า ความตึงเครียดของสงครามการค้ากลับมาก่อตัว ท่ามกลางความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ร้อนแรง โดยล่าสุด ปธน.ทรัมป์ ระบุว่าจะเริ่มเก็บภาษี 10% กับสินค้าจากยุโรป 8 ประเทศ (เดนมาร์ก, นอร์เวย์, สวีเดน, ฝรั่งเศส, เยอรมนี อังกฤษ, เนเธอร์แลนด์, ฟินแลนด์) ตั้งแต่ 1 ก.พ. 69 และจะเพิ่มเป็น 25% ในเดือนมิ.ย. 69 หากไม่ยอมเปิดทางให้สหรัฐฯ ซื้อเกาะกรีนแลนด์จากเดนมาร์ก
ขณะที่ EU กำลังพิจารณาเก็บภาษีสินค้าสหรัฐฯ มูลค่า 93 พันล้านยูโร (ราว 108 พันล้านดอลลาร์) หากทรัมป์เดินหน้าตามคำขู่ นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงความเป็นไปได้ในการใช้เครื่องมือป้องกันการบีบบังคับทางเศรษฐกิจ (ANTI-COERCION INSTRUMENT) เปิดทางให้ EU จำกัดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในวงกว้าง และอาจสร้างรอยร้าวระหว่างพันธมิตร NATO
และเนื่องจากสหรัฐฯ นำเข้าสินค้าจาก EU สูงสุด มีสัดส่วนราว 20.2% อาจทำให้กลุ่มสินค้าชิ้นส่วนฯ, รถยนต์, ยา, น้ำมัน มีราคาสูงขึ้น กดดันทำให้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ล่าสุดที่ 2.7% ลดลงได้ยาก รวมถึงมีโอกาสกดดัน GDP โลก เพราะ TOTAL TRADE ของสหรัฐฯ ไปยุโรปคิดเป็น 18% ของทั้งหมด ยุโรปไปสหรัฐฯ 7% ของทั้งโลก
สำหรับผลที่ตามมาทำให้การใช้นโยบายการคลังและการเงินค่อนข้างตึงตัว ทั้งการทุ่มงบประมาณทหารมหาศาลไปกับการป้องกันประเทศ (ปี 2567 พุ่งสู่ 2.7 ล้านล้านดอลลาร์เพิ่มขึ้น 9.4%YOY สูงสุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเย็น) รวมทั้งการเดินหน้าปรับลดดอกเบี้ยยากขึ้น หากแนวโน้มเงินเฟ้อไม่ชะลอตัวลงสู่กรอบเป้าหมาย สังเกตจาก BOND YIELD 10 ปี สหรัฐสูงสุดในรอบเกือบ 4 เดือน 4.23% ส่วนราคาทองคำทำจุดสูงสุดใหม่
อย่างไรก็ตามประเทศไทยอาจได้ประโยชน์ หากสหรัฐฯ-ยุโรปทะเลาะกัน และขึ้นกำแพงภาษีสินค้านำเข้า โดยหากสหรัฐฯ และยุโรป ขัดแย้งกัน (เช่น สงครามการค้า หรือการกีดกันทางภาษี) สินค้าจากยุโรปจะเข้าอเมริกาแพงขึ้น และสินค้าอเมริกาจะเข้ายุโรปยากขึ้น ทำให้ทั้งสองฝ่ายจะต้องหาแหล่งนำเข้าใหม่ ที่ราคาถูกกว่าและไม่ถูกกำแพงภาษี ไทยซึ่งมีฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม (เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, ยานยนต์, อาหารแปรรูป) จะกลายเป็นตัวเลือกหลักในการส่งออกสินค้าไปทดแทน จากภาพจะเห็นตัวเลขมูลค่าการค้าของไทยกับ 2 ประเทศ
1.สหรัฐฯ (UNITED STATES) : มูลค่าประมาณ 83,019.50 ล้านดอลลาร์ (สัดส่วน 12.90%)
2.สหภาพยุโรป (EUROPEAN UNION) : มูลค่าประมาณ 49,070.60 ล้านดอลลาร์ (สัดส่วน 7.63%)
ทั้งนี้เมื่อรวมกันแล้ว ตลาด US และ EU มีสัดส่วนประมาณ 20.5% ของการค้าไทย (มูลค่ารวมกว่า 1.3 แสนล้านดอลลาร์) ซึ่งมากกว่าจีนที่เป็นคู่ค้าไทยอันดับ 1 เสียอีก ขณะที่ไทยจะได้ประโยชน์จากการดึงดูดเม็ดเงินลงทุน (FDI) เพราะเรามีความสัมพันธ์ทางการค้าที่ดีกับทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งเป็นภูมิภาคที่กำลังเติบโตและต้นทุนต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ดังนั้นหุ้นที่คาดได้ SENTIMENT เชิงบวกจากประเด็นดังกล่าว คือ กลุ่มนิคม WHA AMATA กลุ่มชิ้นส่วนฯ DELTA กลุ่มยานยนต์ SAT AH กลุ่มอาหารแปรรูป CPF TU ITC TFG เป็นต้น
ยอดนิยม
“กรณ์” จี้ กลต.ระงับโอนเงิน! หลัง CAI เทขาย BCPG หนัก กลางข่าวฉาว! ฟอกเงินข้ามชาติ
BCPG เคลียร์ปมร้อน หลัง CAI โดนสอบปมเอี่ยวฟอกเงิน ย้ำแค่ผู้ถือหุ้น ไม่มีส่วนบริหาร
สัญญาณอันตราย! วิกฤตน้ำมัน ดันต้นทุน บจ. พุ่ง โบรกฯ หั่นเป้า SET ปีนี้เหลือ 1,440 จุด
เช็กด่วน! 54 หุ้น กำลังขึ้น XD รอบครึ่งหลังเดือน มี.ค.นี้