กระดานข่าว

TISCO มองหุ้นไทยปี 69 สูงสุด 1,388 จุด แนะเลี่ยงตราสารหนี้ระยะยาวเปิด 3 ธีมลง ตปท.


08 มกราคม 2569

TISCO มองดัชนีหุ้นไทยปีนี้สูงสุด 1,388 จุด แนะหลีกเลี่ยงลงทุนตราสารหนี้ระยะยาวของไทย เหตุเศรษฐกิจยังโตเปราะบาง หนุนเก็บหุ้นปันผล พร้อมเปิด 3 ธีมลงทุนต่างประเทศ เพิ่มโอกาสทำกำไร

คุณณัฐกฤติ_เหล่าทวีทรัพย์ 1.jpg
 
นายณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ CFP Head of Wealth Advisory ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)ในกลุ่มบริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO เปิดเผยว่า ปี 2569 เป็นปีที่เศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณเชิงบวกมากขึ้นหรือเรียกว่าก้าวเข้าสู่ช่วง “Beyond the Turning Point” จากความตึงเครียดทางการค้าที่เริ่มผ่อนคลาย ภาวะดอกเบี้ยต่ำเอื้อต่อการลงทุน  โดยคาดว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยปีนี้น่าจะเคลื่อนไหวกรอบล่างที่ 1,100-1,200 จุด และสูงสุดที่  1,388 จุด โดย EPS อยู่ที่ 82 บาท/หุ้น และ PE 16 เท่า ซึ่งนโยบายการลงทุนเน้นหุ้นกลุ่มปันผล ที่เฉลี่ยอยู่ที่ 4%
  
"ปีนี้หุ้นไทยยังไม่น่าสนใจเมื่อเทียบกับตลาดต่างประเทศ ซึ่งมีปัจจัยกดดันจากกำไรบจ.ปีนี้คาดโต 2% จากปีก่อนติดลบ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ รวมทั้งการเลือกตั้งและการเมืองที่ยังไม่มีความชัดเจน "นายณัฐกฤติ กล่าว
  
สำหรับการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่จะมีขึ้นในเดือนก.พ. 69 มีโอกาสปรับดอกเบี้ยลงประมาณ 0.25% หากสถานการณ์เศรษฐกิจมีความเสี่ยงสูง และ มีโอกาสที่กนง. ลดดอกเบี้ยสูงถึง 0.50% ในเดือนก.พ. 69 นี้ 
  
นายณัฐกฤติ บอกด้วยว่า TISCO แนะนำลดน้ำหนัก ตราสารหนี้ไทยระยะยาว เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังมีปัญหาโครงสร้าง ภาระการคลังที่เพิ่มขึ้น และอาจนำไปสู่การถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต ซึ่ง TISCO ESU  ประเมินระดับที่เหมาะสมอัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยอายุ 10 ปีที่ 2% และ 2.5% สิ้นปี 2026 และ2027 ตามลำดับ ขณะที่ระดับอัตราผลตอบแทนปัจจุบันที่ 1.6-1.7% ต่ำกว่าระดับที่เหมาะสมและเสี่ยงต่อราคาปรับตัวลง 

ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนในปี 2026 ควรเน้น 3 ธีม  ซึ่งได้แก่ 

1. Independence : ประเทศที่โตได้ด้วยศักยภาพภายใน ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา  ประเทศอินเดีย และประเทศเวียดนาม 

2. Intelligence : พลังการเติบโตใหม่จาก AI Ecosystem ซึ่ง 3 อุตสาหกรรม ที่แนะนำได้แก่ ระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์ อุตสาหกรรมสุขภาพ  และสาธารณูปโภค  

3. Instability Armor : เกราะป้องกันพอร์ตในยุคความผันผวนสูง ได้แก่ ตราสารหนี้ระยะสั้นคุณภาพดีของสหรัฐ ทองคำ และน้ำมัน  

 “สำหรับกลยุทธ์การจัดพอร์ตลงทุนสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ เน้นลงทุนหุ้นทั่วโลกประมาณ 60-80% ไปตาม sector ต่างๆ พร้อมกับเพิ่มตราสารหนี้และทองคำเข้าไปด้วย ขณะที่นักลงทุนที่ยังเชื่อมั่นต่อตลาดหุ้นไทยสามารถให้น้ำหนักในพอร์ตประมาณ 10-15%”นายณัฐกฤติ กล่าว