ในเดือนธันวาคม 2568 ตลาดหลักทรัพย์ไทยได้รับแรงหนุนจากหลายปัจจัย เช่น มูลค่า (Valuation) ของหลักทรัพย์ที่ปรับลดลงมาต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์อื่นในภูมิภาค อัตราปันผลตอบแทนอยู่ในระดับที่น่าสนใจ การเข้าซื้อกองทุน Thai ESG เพื่อได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ประกอบกับการกลับมาซื้อสุทธิของผู้ลงทุนต่างชาติ อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการลงทุนยังคงได้รับแรงกดดันจากความกังวลหลายประการ อาทิ การยุบสภา ผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อภาคส่งออกและการท่องเที่ยว และแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวในปี 2569 ดัชนี SET Index ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 ปิดที่ระดับ 1,259.67 จุด เพิ่มขึ้น 0.2% จากสิ้นเดือนก่อนหน้า แต่ลดลง 10.0% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2567
นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เดือนธันวาคมได้รับปัจจัยสนับสนุนจากเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นเอเชียจากการปรับลดดอกเบี้ยของ Fed และการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาภาพรวมของปี 2568 ดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ แสดงถึงความยืดหยุ่นทางนโยบาย (Policy space) ที่เริ่มจำกัด ทำให้เห็นสัญญาณเงินลงทุนต่างชาติไหลออกจากหุ้นและพันธบัตรระยะสั้น ในส่วนของดัชนี SET Index ปรับตัวลงค่อนข้างมากจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ ส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์น่าสนใจ บริษัทจดทะเบียนหลายแห่งจึงดำเนินการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารสภาพคล่องและสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ลงทุน นอกจากนี้ ในภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำ ผู้ที่สนใจการลงทุนระยะยาวอาจพิจารณาให้ความสำคัญกับกลุ่มหุ้นปันผล ทั้งนี้ Total Return Index (TRI) โดยเฉพาะ SETHD TRI สะท้อนผลตอบแทนจากเงินปันผลที่สะสมมาอย่างสม่ำเสมอ
ภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทยเดือนธันวาคม และปี 2568
-
SET Index ปิดที่ 1,259.67 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2% จากเดือนก่อนหน้า แต่ลดลง 10.0% จากสิ้นปี 2567 โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า SET Index เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2567 ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี และ กลุ่มการเงิน
-
มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมของ SET และ mai อยู่ที่ 31,474 ล้านบาท ลดลง 22.7% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ในปี 2568 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมอยู่ที่ 41,405 ล้านบาท
-
ผู้ลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิ 6,202 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ยอดขายสุทธิสะสมทั้งปีอยู่ที่ 107,096 ล้านบาท
-
ผู้ลงทุนต่างประเทศยังคงมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดที่ระดับ 54.08% ของมูลค่าการซื้อขายรวม ตามด้วยผู้ลงทุนรายย่อยในประเทศ 28.98% ผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ 10.67% และบริษัทหลักทรัพย์ 6.27%
-
มีบริษัทเข้าจดทะเบียนใหม่ซื้อขายใน mai 1 หลักทรัพย์ ได้แก่ บมจ. เอ็นทีเอฟ อินเตอร์กรุ๊ป (ประเทศไทย) (NTF)
-
Forward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 9 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 15.1 เท่า และ Historical P/E อยู่ที่ระดับ 13.5 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 16.9 เท่า
-
อัตราเงินปันผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 04% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 2.85%
ภาวะตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) เดือนธันวาคม และปี 2568
-
ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 430,800 สัญญา เพิ่มขึ้น 9% จากเดือนก่อน ที่สำคัญจากการเพิ่มขึ้นของ Single Stock Futures SET50 Index Futures และ Currency Futures ส่งผลให้ ในปี 2568 มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 416,352 สัญญา ลดลง 13.9% จากปีก่อน ที่สำคัญจากการลดลงของ Single Stock Futures และ SET50 Index Futures

ยอดนิยม
ค่าเงินบาทวันนี้ 26 พฤษภาคม 2569
ลิเบอเรเตอร์ เปิดเวทีสัมนาใหญ่แห่งปี “Liberator Investment Forum 2026”
GGC ปรับโครงสร้างทุนล้างขาดทุนสะสม 1,200 ล้านบาท ปูทางคืนกำไรสู่ผู้ถือหุ้น ด้วยศักยภาพการเงินที่แข็งแกร่ง
BRI ชำระคืนหุ้นกู้รุ่น BRI265A ครบเต็มจำนวน มูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท