บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เปิดเผยแผนการลงทุน 5 ปี (ปี 2569 - 2573) มูลค่ารวม 57,977.6 ล้านบาท ซึ่งจัดทำภายใต้วิสัยทัศน์ “Empowering All Toward Inclusive Growth” หรือ “เติมเต็มโอกาส เพื่อทุกการเติบโต ร่วมกัน” โดยหมายรวมถึงการเติบโตของผู้คน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ที่จะเติบโตไปพร้อมกับ OR
โดยแผนการลงทุน 5 ปี จำนวน 57,977.6 ล้านบาท แบ่งตามกลุ่มธุรกิจหลัก ดังนี้ ธุรกิจ Mobility จำนวน 37,813.3 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 65.2%, ธุรกิจ Lifestyle จำนวน 9,746.5 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 16.8%, ธุรกิจ Global จำนวน 6,969.2 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 12% และธุรกิจ Innovation & New Business จำนวน 3,448.6 ล้านบาท คิดเป็น 6%
ขณะที่ในปี 2569 มีแผนการลงทุน จำนวน 18,697 ล้านบาท แบ่งเป็นธุรกิจ Mobility 10,317.1 ล้านบาท, ธุรกิจ Lifestyle 4,310 ล้านบาท, ธุรกิจ Global 1,373.2 ล้านบาท และธุรกิจ Innovation & New Business 2,696.7 ล้านบาท
สำหรับ OR มีแผนการลงทุนในธุรกิจหลัก (Core Business) ที่ยังคงมุ่งเน้นรักษาความเป็นผู้นำในประเทศไทยในการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน (Oil Ecosystem) โดยการขยายเครือข่ายสถานีบริการ
รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มธุรกิจ Mobility สู่การเคลื่อนที่อย่างไร้รอยต่อ (Seamless Mobility) ตอบโจทย์ความต้องการใช้พลังงานของผู้บริโภคในอนาคตที่หลากหลาย รวมทั้งเตรียมความพร้อมในการขยาย จากธุรกิจน้ำมัน (Fossil Based) สู่ธุรกิจพลังงานแบบผสมผสาน (New Energy-Based) เพื่อรองรับแนวโน้ม พลังงานสะอาดในอนาคต
เช่น การสร้างเครือข่ายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า “EV Station PluZ” การติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) รวมถึงพลังงานทางเลือกอื่นในอนาคต
สำหรับการลงทุน ในกลุ่มธุรกิจ Lifestyle OR ยังคงมุ่งเน้นการเพิ่มความแข็งแกร่งของร้าน Cafe Amazon ตลอด Value Chain
รวมทั้งหาโอกาสในการลงทุนใหม่ๆ ร่วมกับพันธมิตรเพื่อสร้างโอกาสในการเติบโตให้ครอบคลุมทั้งธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage) และธุรกิจไลฟ์สไตล์อื่น ๆ เช่น ธุรกิจ Health & Wellness และธุรกิจโรงแรม เป็นต้น เพื่อตอบสนองการใช้ชีวิตของผู้บริโภคในทุกรูปแบบ (All Lifestyle)
ทั้งนี้ OR ยังให้ความสำคัญกับการลงทุนในกลุ่มธุรกิจ Global ในประเทศที่มีศักยภาพสูง และแสวงหาโอกาสการเติบโตไปยังประเทศใหม่ โดยร่วมลงทุนกับพันธมิตรที่มีศักยภาพ (Asset-Light Growth) และยังแสวงหาธุรกิจใหม่ (OR new S-curve ) เพื่อช่วยสนับสนุนต่อยอดในธุรกิจปัจจุบัน มุ่งหวังสู่การเติบโตที่ยั่งยืนในอนาคต
นอกจากนี้ OR ยังได้จัดเตรียมงบลงทุนในอนาคต (Provisional Capital Expenditure) ในระยะ 5 ปีข้างหน้าอีกจำนวน 10,260.9 ล้านบาท โดยหลักเพื่อการขยายการลงทุนในธุรกิจใหม่ ทั้งในและต่างประเทศให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ OR
ความเห็นนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ประเด็น บริษัทประกาศแผนการลงทุนระยะยาว 5 ปี วงเงินรวม 57,978 ลบ. โดยรวมยังมองเป็นบวกในระยะยาว โดยเฉพาะธุรกิจสถานีบริการในประเทศที่จะครบวงจรมากขึ้นจากธุรกิจ Lifestyle ทั้งในส่วนอาหารเครื่องดื่มและโรงแรมที่จะช่วยเพิ่มลูกค้าเข้ามาใช้บริการมากขึ้น โดยมุมมองการลงทุนระยะยาวจึงยังคงแนะนำ “ทยอยซื้อ” หรือระยะสั้นสามารถเก็งกำไรรับราคาน้ำมันโลกอ่อนตัวได้ ให้ราคาเป้าหมาย 14.50 บาท
ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ปรับคำแนะนำ OR ขึ้นเป็น “ซื้อ” จาก “TRADING” และปรับราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2569 เพิ่มขึ้นเป็น 15.90 บาท/หุ้น มี Upside 21.4%
ทั้งนี้มองว่าราคาหุ้นที่ปรับตัวลงราว 4% ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาได้สะท้อนปัจจัยลบจากตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแอจากความไม่แน่นอนทางการเมืองและความเสี่ยงเกี่ยวกับการบันทึกรายการ Stock loss ในช่วงไตรมาส 4/2568 ไปบางส่วนแล้ว (ผลจากทิศทางราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลง)
โดยราคาปัจจุบันซื้อขายอยู่บน PER2569 ที่ระดับ 14.8 เท่า ต่ำกว่าหุ้นกลุ่มสถานีบริการน้ำมันในต่างประเทศ โดยมองว่าราคาหุ้นมีโอกาสฟื้นตัวได้ในช่วง 12 เดือนข้างหน้าตามทิศทางเศรษฐกิจที่มีโอกาสฟื้นตัวหลังผ่านการเลือกตั้งและมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ในช่วงครึ่งแรกขแงปี 2569 (คาดมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระลอกใหม่) รวมถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับการลงทุนในธุรกิจใหม่ เช่น ธุรกิจโรงแรม (คาดมีความชัดเจนมากขึ้นในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า)
ขณะที่เบื้องต้นคาดกำไรปกติไตรมาส 4/2568 อยู่ที่ระดับ 2,400 ล้านบาท (แบบบวกลบ) เติบโตได้เล็กน้อยจากไตรมาสก่อน แม้คาดค่าการตลาดน้ำมันรวมมีโอกาสลดลงจากฐานที่สูงในไตรมาส 3/2568 ตามการบันทึกรายการ Stock gain ที่น้อยลง (คาดลดลงมาอยู่ที่ระดับ 0.95-1.00 บาท/ลิตร เทียบกับ 1.02 บาท/ลิตร ในไตรมาส 3/2568) เพราะคาดปริมาณขายน้ำมันรวมและปริมาณขายของ Café Amazon ที่มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นจากไตรมาสก่อนตามปัจจัยฤดูกาล (เข้าสู่ช่วง High Season ของการเดินทางในประเทศ) จะสามารถชดเชยผลกระทบได้
ขณะที่เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน คาดกำไรปกติลดลงเล็กน้อยตามปริมาณขายน้ำมันรวมที่ลดลงจากฐานที่สูงในปีก่อน (ปริมาณขายน้ำมันในไตรมาส 4/2567 เป็นระดับสูงสุดรายไตรมาสที่ 7,075 ล้านลิตร) นอกจากนี้คาดกำไรปกติยังถูกกดดันจากค่าใช้จ่าย SG&A และค่าใช้จ่ายทางภาษีที่มีแนวโน้มสูงขึ้นเมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน จากฐานที่ต่ำในปีก่อน
อย่างไรก็ตาม ปรับประมาณการกำไรปี 2568-69 ขึ้น 13% โดยปี 2568 คาดมีกำไร 10,436 ล้านบาท เติบโต 22% จากปีก่อน และปี 2569 คาดมีกำไร 10,608 ล้านบาท เติบโต 2% จากปีก่อน ตามการปรับสมมติฐานค่าการตลาดน้ำมันรวมสำหรับช่วงดังกล่าวขึ้นเป็น 0.95 บาท/ลิตร (เดิม 0.85 บาท/ลิตร) เพื่อสะท้อนค่าการตลาดน้ำมันรวมที่มีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับ 0.90-1.00 บาท/ลิตร อย่างต่อเนื่อง (สอดคล้องกับ Guidance ของบริษัทฯ)
ทั้งนี้เนื่องจาก 1. ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลงส่งผลให้ฐานะทางการเงินของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบอยู่เพียง 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งน้อยลงกว่าในช่วงสิ้นปี 2567 ที่ติดลบอยู่ที่ระดับ 7.8 หมื่นล้านบาท มาก (ทำให้ประเมินว่ามีโอกาสไม่มากที่ภาครัฐจะกลับมาแทรกแซงค่าการตลาดน้ำมันอีกครั้งในช่วง 12 เดือนข้างหน้า) และ 2.อัตรากำไรขั้นต้นของการขายน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน (Jet Fuel) ยังมีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง

ยอดนิยม
KTB แจ้งปันผลระหว่างกาล ในอัตรา 0.48 บาทต่อหุ้น จ่อขึ้น XD วันที่ 22 ก.ย.นี้
“สารัชถ์” โยน “บิ๊กล็อต” GULF ให้นักลงทุนสถาบัน 26.9 ล้านหุ้น รับทรัพย์กว่า 1.68 พันลบ.
GULF จับมือพันธมิตรต่างชาติ ลุยโครงสร้างพื้นฐานเคเบิลใต้น้ำ คาดเริ่มเปิดดำเนินการในปี 73
ลุ้นปีนี้ KTB แจกปันผลเพิ่ม โบรกฯคาดมีโอกาสจ่ายมากกว่าเดิม หลังระหว่างกาลจ่ายมาแล้ว 0.48 บาท