จับประเด็นหุ้นเด่น
รายงานพิเศษ : SAFE รับอานิสงส์วิกฤต โครงสร้างประชากรหนุนผลงาน แถมจ่ายปันผลสม่ำเสมอ 6% ต่อปี
03 พฤศจิกายน 2568

ปี 2568 คาดคนไทยเกิดน้อยกว่าเสียชีวิตเป็นปีที่ 5 ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างประชากรในอนาคต แต่สนับสนุนธุรกิจ บมจ. เซฟ เฟอร์ทิลิตี้ กรุ๊ป (SAFE) ฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาผู้มีบุตรยากครบวงจร โดยโบรกเกอร์แนะนำ ซื้อ เป็นหุ้นจ่ายปันผลสม่ำเสมอ 6% ต่อปี
การเกิดที่น้อยกว่าการเสียชีวิต กำลังเป็นปัญหาในหลายประเทศ ซึ่งรวมทั้งประเทศไทย ที่มีเด็กเกิดใหม่ต่ำต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ในขณะที่อายุเฉลี่ยของประชากรก็ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น จากวิวัฒนาการด้านการแพทย์ที่มีความเจริญก้าวหน้า การใส่ใจสุขภาพของคนในยุคปัจจุบันที่ดีกว่าในอดีต และที่สำคัญเทคโนโลยีการสื่อสารที่พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลต่อการปรับปรุงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุ ประเทศไทยเผชิญการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ‘คนเกิดน้อยกว่าเสียชีวิต’ ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2564 ขณะที่ ข้อมูลในช่วง 9M2568 สะท้อนจำนวนเด็กเกิดใหม่อยู่ที่ 309,644 คน ลดลง 10% (YoY) ทำให้ทั้งปียังเสี่ยงจำนวนประชากรต่ำกว่า 66 ล้านคน โดยจังหวัดที่สถานการณ์คนเกิดน้อยกว่าเสียชีวิตมากที่สุด 3 จังหวัดแรก ได้แก่ นครราชสีมา ขอนแก่น และร้อยเอ็ด
และเมื่อมองไปข้างหน้า วิกฤตโครงสร้างประชากร จะมาเป็นอีกหนึ่งปัจจัยกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจไทย จากความเสี่ยงใน 3 เรื่องหลัก ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน แนวโน้มการบริโภคที่ลดลง รวมถึงภาระทางการคลังที่เพิ่มขึ้นจากทั้งสวัสดิการด้านรายได้และสุขภาพ
ซึ่งท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทยดังกล่าว ยังมีประเด็นที่ต้องติดตาม ได้แก่
1) แนวทางการเพิ่มผลิตภาพแรงงานในระยะยาว
2) ข้อเสนอขยายอายุเกษียณ ซึ่งมีรายละเอียดที่ต้องพิจารณา เช่น อายุเกษียณที่เหมาะสม กรอบเวลาดำเนินการ รวมถึงความพร้อมของภาคธุรกิจ
แนวทางหนึ่งในการเพิ่มจำนวนประชากรเด็กเกิดใหม่ ได้แก่ การใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยการเจริญพันธ์ ซึ่ง บมจ. เซฟ เฟอร์ทิลิตี้ กรุ๊ป (SAFE) ผู้เชี่ยวชาญในการให้บริการทางการแพทย์เฉพาะทาง ด้านการรักษาผู้มีบุตรยากครบวงจร ด้วยเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ที่นำสมัย มีมาตรฐานและความปลอดภัย
และล่าสุด บล.กรุงศรี ได้ออกบทวิเคราะห์ โดยคาดกำไรสุทธิไตรมาส 3/68 กลับมาเติบโตจากปีก่อน และไตรมาสก่อน เรามอง Slightly positive ต่อแนวโน้มไตรมาส 3/68 คาดมีกำไรสุทธิ 35 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อน +2%จากไตรมาสก่อน) กลับมาเติบโต สอดคล้องกับเราประเมินไว้ เนื่องจาก
1) คาดรายได้ให้บริการรวม (-8% จากปีก่อน+2% จากไตรมาสก่อน) เติบโตจากไตรมาสก่อน เพราะจากผลบวกค่าบริการเฉลี่ยเพิ่มขึ้นตามการใช้บริการของลูกค้าต่างชาติ
2) คาด Gross margin 55% ดีขึ้นจากปีก่อน จากค่าเสื่อมราคาลดลง และ3) คาด SG&A (-9% จากปีก่อน -7%จากไตรมาสก่อน) ลดลงจากค่าใช้จ่ายการตลาด และคุ้มค่าใช้จ่าย ทำให้คาดมี EBITDA margin 29.1% ดีขึ้นจากปีก่อน และดีขึ้นจากไตรมาสก่อน
ส่วนแนวโน้มไตรมาส 4/68 คาดเติบโตต่อเนื่อง จากปีก่อนแต่จะลดลง จากไตรมาสก่อน ตามปัจจัยฤดูกาล โดยหากกำไรสุทธิไตรมาส 3/68 เป็นไปตามเราคาด จะทำให้กำไรสุทธิงวด 9 เดือน คิดเป็น 73% ของกำไรสุทธิปี 68
แนวโน้ม ไตรมาส 4/68 คาดว่าจะมีกำไรสุทธิเติบโตจากปีก่อน จากไตรมาส 4/67 กำไรสุทธิ 24 ล้านบาท แต่จะลดลง จากไตรมาสก่อน เนื่องจากคาดรายได้ให้บริการจะเติบโตเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อน จากค่าบริการเฉลี่ยสูงขึ้น แต่จะลดลงจากไตรมาสก่อน จากปัจจัยฤดูกาลของการใช้บริการ รวมทั้งคาดว่า Gross margin ดีขึ้นจากปีก่อน และไตรมาสก่อนตาม margin ของการให้บริการบริการผู้มีบุตรยาก และ margin บริการตรวจพันธุกรรมตัวอ่อนกลับสู่ปกติ
โดยคงประมาณการกำไรสุทธิปี 68 ที่ 138 ล้านบาท ลดลง 17% จากปก่อน และแนะนำ ซื้อ สำหรับ SAFE ราคาเป้าหมาย 10.20 บาท) วิธี DCF WACC 9.7% เนื่องจาก 1) คาด 3Q25F จะเป็นไตรมาสดีสุดของปีนี้
2) ระยะยาวมีโอกาสเกิด upside จากกลยุทธ์เติบโตแบบ In-Organic จากความพร้อมทางการเงิน โดยมีเงินสดและสินทรัพย์ทางการเงินรวมมูลค่ารวมคิดเป็น 70% ของ Market cap ปัจจุบัน หรือคิดเป็นมูลค่าราว 5 บาท/หุ้น
3) คาดจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมออัตราผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี 6% ราคาหุ้นซื้อขาย PE ปี 68 ที่ 16 เท่า เทียบเท่า Forward PE ต่ำกว่า -1.0SD