BEM แบกหนี้บาน-ดอกเบี้ยพุ่ง! ทริสฯ เชือด! หั่นเรตติ้งหุ้นกู้ โบรกฯ ลดเป้ากำไร หวั่นจ่ายดอกเบี้ยสูง
ทริสเรทติ้ง ลดอันดับความน่าเชื่อถือหุ้นกู้ BEM ลงเหลือ BBB+ ฟากโบรกฯหั่นกำไรปี 2568-2570 ลง หลังบริษัทต้องแบกภาระดอกเบี้ยสูงขึ้น กดดันกำไร 
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองถึง ทริสเรทติ้งลดอันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้ไม่มีประกันที่ออกแล้ว ของ BEM ลงเหลือ BBB+ จากเดิม A- โดยให้แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ การดำเนินการครั้งนี้สะท้อนถึงระดับหนี้สินที่สูงกว่าที่ TRIS คาดไว้ด้วยสาเหตุจากการจัดหาขบวนรถไฟฟ้าเพิ่มเติมและการปรับปรุงระบบของโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินรวมมูลค่า 7.3 พันล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%)
รวมถึงการลงทุนในโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มที่สูงกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้า โดยเพิ่มเป็น 3.3 หมื่นล้านบาท จากเดิมที่ประเมินไว้ที่ 3.1 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ ยังไม่รวมการลงทุนที่อาจเกิดขึ้นในโครงการทางด่วนขั้นที่สองแบบสองชั้น(Double Deck Expressway) ซึ่งมีงบประมาณรวมทั้งสิ้น 3.5 หมื่นล้านบาท ภายในระยะเวลา 4–5 ปี TRIS เชื่อว่า BEM ยังคงมีความสามารถในการเพิ่มระดับหนี้สินชั่วคราวภายใต้กรอบอันดับเครดิตปัจจุบันได้อยู่บ้าง
ทั้ง อ้างอิงข้อมูลจาก ThaiBMA ส่วนต่างของ credit spread ระหว่างหุ้นกู้ระดับ A- และ BBB+ ที่มีอายุ 5 ปี อยู่ที่ประมาณ 0.60% โดย ณ ไตรมาส 1/2568 BEM มีหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยรวมทั้งสิ้น 9 หมื่นล้านบาท โดยแบ่งเป็นหุ้นกู้ 51% และเงินกู้จากสถาบันการเงิน 49%
โดยคาดว่าหุ้นกู้ของ BEM ที่จะครบกำหนดและออกใหม่หลังจากนี้ จะมีอัตราดอกเบี้ย (coupon rate) เพิ่มขึ้นประมาณ 0.60% ส่วนเงินกู้ระยะยาวจากสถาบันการเงิน คาดว่า BEM จะสามารถเจรจากับผู้ให้กู้เพื่อรักษาอัตราดอกเบี้ยเดิมไว้ได้ ทั้ง TRIS และประมาณการของเราคาดว่าอัตราส่วนทางการเงินของ BEM จะดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญภายในปี 2573
หลังจากการชำระเงินตอบแทนสำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเสร็จสิ้น ซึ่งในเวลานั้น BEM คาดว่าจะมีเงินสดส่วนเกินเพิ่มขึ้น ประมาณ 4-5 พันล้านบาทต่อปี เมื่อเทียบกับปี 2569 ซึ่งอาจทำให้อันดับเครดิตสามารถกลับไปอยู่ในระดับเดิมได้อีกครั้ง
ทั้งนี้ เราได้ปรับลดประมาณการกำไรปกติปี 2568-2570 ลง 1%, 1.8% และ 2.8% เพื่อสะท้อนค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจากส่วนต่าง credit spreads ที่เพิ่มขึ้น BEM จะต้องไถ่ถอนหุ้นกู้รวมมูลค่า 7 พันล้านบาท ในปี 2568, 8 พันล้านบาท ในปี 2569 และ 8 พันล้านบาท ในปี 2570
โดยคาดว่า BEM จะออกหุ้นกู้ใหม่เพื่อทดแทนหุ้นกู้เดิมที่ครบกำหนดโดยมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นประมาณ 0.6% โดยอ้างอิงจากส่วนต่างอัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้อายุ 5 ปี เนื่องจากหุ้นกู้ส่วนใหญ่ของ BEM มีอายุคงเหลือ (TTM) ประมาณ 5 ปี
นอกจากนี้ ยังปรับเลื่อนแผน Capex สำหรับขบวนรถไฟฟ้าของโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน และการลงทุนในระบบ M&E ของโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มให้เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2568 แทนที่จะเป็นปี 2571 ตามแผนเดิม เนื่องจากมีสัญญาณว่าความคืบหน้าการลงทุนเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาดไว้ หนุนจากการรับรู้รายได้จากการก่อสร้างของ CK ในไตรมาส 1/2568 CK รับรู้รายได้แล้ว 20%
สำหรับขบวนรถไฟฟ้าของโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (มีกำหนดดำเนินการระหว่างปี2567–2571) และ 12% สำหรับงานระบบ M&E ของโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม (มีกำหนดดำเนินการระหว่างปี 2567–2573)
อย่างไรก็ดี ยังคงเแนะนำ “ซื้อ ” แต่ลดราคาเป้าหมายลง 9.1% จาก 10.73 บาท เป็น 9.75 บาท โดยเรายังชอบ BEM เนื่องจากราคาตลาดปัจจุบันยังมีอัพไซด์ แม้เมื่อพิจารณาจากมูลค่าสินทรัพย์ปัจจุบันที่ 6.89 บาท ยังมองว่า BEM แข็งแกร่งท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง เนื่องจากธุรกิจทางด่วนและรถไฟฟ้ามีความอ่อนไหวต่อจีดีพีระดับต่ำ
นอกจากนี้ คาดว่าการเก็บค่าโดยสารราคาเดียวที่ 20 บาท ในเดือนก.ย. จะช่วยบรรเทาปัจจัยเสี่ยงต่อปริมาณการจราจรและเพิ่มอัพไซด์ให้กับธุรกิจพัฒนาเชิงพาณิชย์
ยอดนิยม
หุ้นไทยโหมดพุ่งไม่พัก! 6 วันบวกแรง 82 จุด เหลืออีกแค่ 70 จุด ชนเป้าปี 69 โบรกฯ
เม็ดเงินกำลังย้ายขั้ว! หลังอินโดฯ เสี่ยงถูกลดน้ำหนัก MSCI เปิดทาง Fund Flow ไหลเข้า “หุ้นไทย”
GULF จับมือ Google Cloud “สารัชถ์” ชี้เพื่อผลักดันให้กลุ่มบริษัท ก้าวสู่การเป็นผู้นำในยุค AI
สรุปงบหุ้นกลุ่ม “ธนาคาร” KBANK ครองแชมป์ กำไรสูงสุดประจำปี 68 KTB เบียดแซง BBL-SCB ขึ้นเบอร์ 2