เฉลยกลยุทธ์เทรดหุ้น กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กฯของไทย รับมือก่อน “ทรัมป์” เก็บภาษี
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ให้มุมมองว่า สงครามการค้าอาจลากยาวถึงไตรมาส 2/68 โดย สหรัฐฯ อาจขึ้นภาษีเพิ่มเติม และอาจถูกตอบโต้จากยุโรป แคนาดา จีน เป็นแรงกดดันดีมานด์ของอุตสาหกรรมโดยภาพรวมอ่อนแอ
ขณะที่ความเสี่ยงที่ต้องระวัง ประเทศไทยมีความเสี่ยงจากนโยบาย "Reciprocal Tariff" ที่จะประกาศในช่วงวันที่ 2 เม.ย. 68 เนื่องจากประเทศไทยเก็บภาษีสหรัฐฯ สูงกว่าที่สหรัฐฯ เก็บจากไทย หากไทยถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมอาจกระทบการส่งออกไปสหรัฐฯและชะลอการย้ายฐานการผลิตจากจีนและเวียดนามมายังไทย HANA, KCE, DELTA มีสัดส่วนยอดขายไปสหรัฐฯ ในปี 2567 ที่ 25%, 23%, และ 26% ของยอดขายรวมของกลุ่มตามลำดับ
แต่ HANA มีโรงงานใน Ohio ที่มียอดขายราว 7% ของยอดขายรวมทั้งปีคาดช่วยลดผลกระทบได้บางส่วน ล่าสุดการประกาศเก็บภาษีรถยนต์ทั่วโลกจากสหรัฐฯ 25% กระทบให้Automotive Sector ชะลอตัวลง กระทบต่อ KCE โดยตรงการเก็บภาษีในเดือนเม.ย.68
หากมาตรการภาษีเก็บที่ประเทศไทยโดยตรง ผู้ประกอบการย่อมได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ดีผู้ประกอบการจะผลักภาระไปให้ลูกค้าได้บางส่วน และผลกระทบสุทธิคาดว่าจะไม่สูง แต่ราคาหุ้นจะได้รับแรงกดดันเชิงจิตวิทยา คาดราว 10% เนื่องจากเป็นประเด็นที่ยังไม่ได้อยู่ในประมาณการของตลาด
แต่ในทางตรงกันข้ามหากประเทศไทยไม่ถูกเก็บภาษี แต่ประเทศอื่นๆ ที่เป็นคู่แข่งโดยตรงถูกเก็บภาษี เช่น เวียดนาม จีน หรือ ไต้หวัน เป็นต้น ในกรณีนี้การย้ายฐานการผลิต หรือย้ายคำสั่งซื้อมาประเทศไทยจะเพิ่มขึ้น เป็นบวกต่อกลุ่มโดยเฉพาะ CCET และ DELTA ที่เน้นการเติบโตจากการย้ายคำสั่งซื้อจากบริษัทแม่ที่ไต้หวันเพื่อกระจายความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
แม้อุตสาหกรรมอาจยังไม่สดใส 6-12 เดือนและความเสี่ยงด้านภาษียังสูงแต่หากมาตรการด้านภาษีมีความชัดเจน คาดว่าอุตสาหกรรมเริ่มปรับตัวในครึ่งปีหลังปี 68 และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของรอบการฟื้นตัว แนะนำให้ระมัดระวังการลงทุน ระยะสั้นแบ่งกรณีการลงทุนเป็น 3 กรณี
1.หากประเทศไทยไม่ถูกเก็บภาษีโดยตรง คาดว่ากลุ่มจะมีรอบ Rebound สั้นๆ เน้นไปที่ DELTA หรือ CCET ที่จะได้ประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิต แต่การเก็งกำไรต้องเป็นระยะสั้นเพราะมีโอกาสที่สงครามการค้าจะกลับมากดดันได้อีกครั้ง 2.หากประเทศไทยถูกเก็บภาษีคาดหุ้นทั้งกลุ่มซึมลงต่อราว 10% และ 3.หากการเก็บภาษียังไม่ชัดเจนจะเป็นปัจจัยกดดันต่อกลุ่มให้หุ้นแกว่งออกข้าง
ทั้งนี้ แม้ปัจจัยเสี่ยงรุมล้อม แต่ราคาหุ้นในกลุ่มปรับลดลงมาพอสมควรแล้ว ประมาณการของเราและตลาดมีดาวน์ไซด์ในกรณีเลวร้าย เช่น สงครามการค้านำไปสู่การตอบโต้ที่รุนแรงต่อเนื่อง กระทบต่อกำลังซื้อของอุตสาหกรรมทั่วโลกให้ฟื้นตัวช้า เราคาดอย่างน้อยอีก 15-20% จากประมาณการปัจจุบัน
แต่อย่างไรก็ดี หากพิจารณาในระยะยาว 2-3 ปี มูลค่าของหุ้นในกลุ่มอยู่ในระดับที่เริ่มน่าสนใจ หุ้นรายตัว เช่น KCE หรือ HANA ลงมาที่ระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีและราคาหุ้นใกล้เคียงช่วงที่เกิด COVID-19 ใหม่ๆ ที่ต้องหยุดการผลิตบางส่วน
ดังนั้น หุ้นอาจยังอยู่ในวัฏจักรขาลงแต่กรอบการปรับลดจากระดับปัจจุบัน เชื่อว่าไม่ได้มีดาวน์ไซด์มากแล้ว ในระยะสั้น ภาวะตลาดที่อ่อนแอ การฟื้นตัวที่ยังจำกัดของอุตสาหกรรม และโอกาสถูกปรับลดประมาณการจากสงครามการค้าที่ทวีรุนแรงขึ้นจะกดดันให้หุ้นฟื้นตัวได้จำกัด
สำหรับกลยุทธ์ที่แนะนำ ได้แก่ หากหุ้นปรับลดลงแรงเพราะประเทศไทยถูกเก็บภาษีโดยตรง ให้หาจังหวะที่ตลาดตกใจทยอยสะสม และหากประเทศไทยไม่ถูกเก็บภาษี เน้นเล่น Rebound ระยะสั้นเพราะแม้ประเทศไทยไม่โดนเก็บภาษีรอบนี้ แต่ก็อาจจะถูกเก็บเพิ่มเติมในระยะถัดไปก็เป็นไปได้ และรอจังหวะสะสมรอบใหญ่ในช่วงครึ่งปีหลังปี68 โดยต้องรอให้ผลกระทบของภาษีอยู่ในอุตสาหกรรมไปแล้ว
ยอดนิยม
KTB แจ้งปันผลระหว่างกาล ในอัตรา 0.48 บาทต่อหุ้น จ่อขึ้น XD วันที่ 22 ก.ย.นี้
“สารัชถ์” โยน “บิ๊กล็อต” GULF ให้นักลงทุนสถาบัน 26.9 ล้านหุ้น รับทรัพย์กว่า 1.68 พันลบ.
GULF จับมือพันธมิตรต่างชาติ ลุยโครงสร้างพื้นฐานเคเบิลใต้น้ำ คาดเริ่มเปิดดำเนินการในปี 73
ลุ้นปีนี้ KTB แจกปันผลเพิ่ม โบรกฯคาดมีโอกาสจ่ายมากกว่าเดิม หลังระหว่างกาลจ่ายมาแล้ว 0.48 บาท