P2P รายแรกและรายเดียวของไทย “NestiFly” ยึดมั่น-บังคับใช้มาตรการและเกณฑ์การป้องกันความเสี่ยงสูงสุดแก่นักลงทุน!!!
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2022 นวัตกรรมทางการเงินที่ช่วยจับคู่ผู้ขอสินเชื่อและนักลงทุนผ่านแพลตฟอร์มทางการเงิน “P2P Lending” หรือ Peer-to-Peer Lending เจ้าแรกและเจ้าเดียวในไทยที่เปิดตัวในประเทศไทยคือ “StockLend by NestiFly” ซึ่งได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงการคลัง และอยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย ทำหน้าที่เชื่อมต่อการขอสินเชื่อระหว่างบุคคล กับบุคคลผ่านช่องทางออนไลน์ โดยมี “แพลตฟอร์ม” เป็นตัวกลางทำหน้าที่จับคู่ระหว่างผู้ขอสินเชื่อและนักลงทุนที่มีความต้องการตรงกันถือเป็นการให้บริการสินเชื่อระยะสั้น ที่ใช้หุ้นที่คัดเลือกแล้ว เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน
นายรัฐพล ลิมธงชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เนสท์ติฟลาย จำกัด หรือ NestiFly เผยว่า “ในสภาวะตลาดทุนของไทยปัจจุบันค่อนข้างมีหลากหลายปัจจัยที่เข้ามาทำให้ราคาของหุ้นที่แม้กระทั่งหุ้นที่ถูกจัดอยู่อันดับ SET100 เกิดการผันผวนของราคาจนยากที่จะรับมือได้ ส่งผลกระทบทั้งต่อผู้กู้และผู้ให้กู้ หรือลูกค้าของแพลตฟอร์ม ซึ่งทางบริษัทเองมิได้นิ่งนอนใจและได้เริ่มบังคับใช้ข้อบังคับตามสัญญาการกู้ยืมของคู่สัญญาแต่ละรายแล้วโดยปฏิบัติตามมาตรการและเกณฑ์การป้องกันความเสี่ยงภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลังให้นักลงทุนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด จากเกณฑ์การทดสอบใน Sandbox ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบความผันผวน (Volatility Test) ของราคาหุ้น โดยใช้ราคาปิดของหุ้นแต่ละตัว 5 ปีย้อนหลัง มาจำลองการปล่อยสินเชื่อ เพื่อตรวจสอบโอกาสที่ LTV จะสูงกว่าหรือเท่ากับ 75% หากแต่วิกฤตของหลายราคาหุ้นดังที่เป็นกระแสข่าวที่ผ่านมากลับมีค่า LTV ที่ผกผันกว่าการทดสอบที่เคยมีมา ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูล เป็นผลมาจากราคาที่ปรับลดอย่างรุนแรงประกอบกับการ call margin จากโบรคเกอร์ตามมาตรการความปลอดภัยทางการเงินของแต่ละแห่ง เป็นที่มาให้ผู้กู้ประสบปัญหาด้านหลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งทาง NestiFly เองในฐานะผู้ดูแลแพลตฟอร์มได้เริ่มดำเนินการให้ความช่วยเหลือทางด้านเอกสารการดำเนินการทางกฎหมายแก่ผู้ให้กู้ที่มีความประสงค์ร้องเรียนแล้ว เรายึดมั่นว่าทั้งผู้กู้และผู้ให้กู้คือลูกค้าคนสำคัญของเรา ไม่ว่าท่านใดที่ได้รับผลกระทบจากสินทรัพย์ที่ราคาผันเปลี่ยน ทางบริษัทฯ จักต้องดำเนินการอย่างเต็มที่ในการดูแลประสานความเรียบร้อย”
NestyFly เป็นบริการที่ถูกต้องตามกฎหมายและดำเนินการภายใต้มาตรการป้องกันความเสี่ยงในการบังคับขายหลักประกันอีก 2 ระดับ ดังนี้
-
LTV Alert ที่ระดับ LTV 65% คือเมื่อราคาหุ้นลดลง จนทำให้ระดับ LTV ลดลงถึง 65% บริษัทจะมีการเรียกคืนเงินบางส่วน เพื่อรักษาระดับ LTV
-
Forced Sell Alert ที่ระดับ LTV 75% คือ เมื่อราคาหุ้นลดลง จนทำให้ระดับ LTV ลดลงถึง 75% บริษัทจะมีการเรียกคืนเงินบางส่วน เพื่อรักษาระดับ LTV ภายใน 2 วันทำการ ซึ่งหากไม่ชำระเงินคืนภายในระยะเวลาที่กำหนด บริษัทจะดำเนินการบังคับขายหลักประกันในวันที่ 3
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับสัญญาเงินกู้ยืมระหว่างผู้กู้และผู้ให้กู้ โดยมีหลายหุ้นดังเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน และเกิดการบังคับขายหลักประกันเกิดขึ้น เมื่อเทียบกับรายงานหลักทรัพย์ที่วางเป็นประกันการชำระหนี้ในบัญชีมาร์จิ้นของหุ้น ทางบริษัทได้รับจำนำหุ้นเพียงสัดส่วนที่ไม่เกิน 1.5% ตามที่บริษัทกำหนด การบังคับขายหลักประกันของบริษัทจึงไม่เป็นส่วนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงด้านราคาของหุ้นแต่ละตัวแต่อย่างใด
ยอดนิยม
SYNNEX เปิดบ้าน OPEN HOUSE 2026 ชูแผนรุกปี 2569 ตอกย้ำบทบาท “Empowering the Future Together”
ธนาคารไทยเครดิต ผนึกสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ลงนาม MOU เสริมแกร่งความรู้ทางการเงิน และการบริหารทุนชุมชน
"GCAP GOLD" มองทองคำร้อนแรงต่อเนื่อง ลุ้นขึ้นทำ All Time High จากปัจจัยพื้นฐานหนุน
บล.บียอนด์ ผนึก TraderKP จัดสัมมนา Rise Above Global Decoupling จัดพอร์ตเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์เศรษฐกิจโลก