จับประเด็นหุ้นเด่น

รายงานพิเศษ : SNNP ผลงาน Q4 โตไม่หยุด “ไฮซีซั่น -ตลาดเวียดนามโตแกร่ง”


29 พฤศจิกายน 2565

ไตรมาส 4 เป็นช่วงเทศกาลและยังเป็นช่วงไฮซีซั่นของ บมจ.ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง (SNNP) บล.ดาโอมั่นใจยอดขายบริษัทโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดในประเทศเวียดนาม แนะนำ “ซื้อ” ปรับเพิ่มราคาเป้าหมาย 2023 แตะ 30 บาท

นายวิโรจน์ วชิรเดชกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสสายงานธุรกิจในประเทศ บมจ.ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง หรือ SNNP เปิดเผยว่า แนวโน้มผลดำเนินการในช่วง Q4/65 บริษัทมั่นใจรายได้จะเติบโตต่อเนื่อง เพราะเป็นช่วง ไฮซีซั่น ของบริษัท เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาด COVID-19 ดีขึ้น และนักท่องเที่ยวที่เริ่มทยอยเดินทางเข้ามาในประเทศเพิ่มขึ้น รวมถึงบริษัทมีแผนออกสินค้ารสชาติใหม่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ เช่น เจเล่, โลตัส, เมจิก ฟาร์ม

ทั้งนี้ สัดส่วนยอดขายทั้งในและต่างประเทศเติบโตขึ้น โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ สัดส่วนจาก CLMV อาทิ ไทย 19%, เวียดนาม 108%, กัมพูชา 61%, เมียนมาร์ (พม่า) 35% และต่างประเทศ 33% เนื่องจากกลุ่มผลิตภัณฑ์เติบโตขึ้น โดยบริษัทออกตัวสินค้าใหม่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เดิม อาทิ โลตัส 12%, เบนโตะ 2%, เมจิก ฟาร์ม 65% และเจเล่ 2%

บล.ดาโอ วิเคราะห์หุ้น SNNP โดยระบุว่า คงคำแนะนำ “ซื้อ” และปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 30.00 บาท อิง 2023E PER ที่ 40.0x (เดิม 27.00 บาท อิง 2023E PER 38.0x) จากการปรับกำไรและ rerate targeted PER ขึ้นเล็กน้อย โดยเรามีมุมมองเป็นบวกมากขึ้น หลังจากที่มีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมชมโรงงานใหม่ S.T. Food & Marketing (100% ถือโดย SNNP) และเยี่ยมชมตลาด Modern Trade ที่เมืองโฮจิมินท์ ประเทศเวียดนาม

ซึ่งมีประเด็นสำคัญดังนี้

1) โรงงานที่เวียดนาม มีกำลังการผลิตรวม (3เฟส) รองรับรายได้ที่ 2,000 ล้านบาท (ปัจจุบันเพิ่งเริ่มเฟส 1 มี utilization rate ที่ 30-40%จะดำเนินงานครบ 3 เฟสใน 3Q23) การเปิดโรงงานที่เวียดนามช่วย unlock capacity โดยเฉพาะเบนโตะ ซึ่งอัตราการใช้ก าลังการผลิตในไทยเต็ม 100% และสินค้าผลิตไม่ทันจำหน่ายเนื่องจากการตอบรับที่ดีมากทั้งไทยและต่างประเทศ ,

2)เศรษฐกิจเวียดนามยังคงเติบโตแข็งแกร่ง (โดยวิทยากรที่เราเชิญมาพูด คาด GDP ปี 2022E โต 7-7.5% และจะโตเฉลี่ย 6.5-7% ในอีก 5 ปีข้างหน้า) และประชากรส่วนใหญ่อยู่ในวัยหนุ่มสาวและวัยทำงาน,

3) CAC (SNNP’s distribution partner) มีความเชี่ยวชาญในการทำตลาดเวียดนามมานาน,

4) รายได้เวียดนามปี 2022E มีโอกาสสูงกว่าบริษัทฯตั้งเป้าไว้เดิมที่ 500 ล้านบาท (เราคาด 665 ล้านบาท 100% YoY) และปี 2023E ที่ 1,000 ล้านบาท( 50% YoY), 5) GPM เวียดนาม จะสูงขึ้นจากการเปิดโรงงานที่เวียดนาม เพื่อลดต้นทุนการผลิต, วัตถุดิบ และค่าขนส่งและ

5) เวียดนามมี FTA กับหลายประเทศ ซึ่งจะส่งผลบวกต่อการส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ในอนาคต

เราปรับประมาณการกำไรปี 2022E/23E ขึ้น 2%/ 6% สะท้อนยอดขายเวียดนามที่ดีกว่าคาด โดยกำไรปี 2022E/23E จะเติบโต 21%/ 37% YoY และเราประเมินกำไรปกติปี 2024E ที่ 914 ล้านบาท ( 27% YoY) จากการรับรู้รายได้เวียดนามเต็มปี ราคาหุ้น outperform SET 22% ใน 3 เดือน แต่ underperform -6%ใน 1 เดือนที่ผ่านมา

ยังคงแนะนำ “ซื้อ” ปัจจุบันเทรดอยู่ที่ 2022E PER ที่ 36.0x เทียบกับ core EPS CAGR (2022E-24E) ที่ 32% โดยเราคาดกำไรระยะยาว จะยังคงเติบโตต่อเนื่อง จากตลาดเวียดนาม และการทำตลาดใหม่ๆอีก เช่น ประเทศฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย คาดขยาย distributor และช่องทางการจัดจำหน่าย และเตรียมรุกตลาดประเทศจีนเพิ่ม