รายงานพิเศษ : FPI เปิดเกมรุกตลาดโลก อินเดีย–ซาอุฯ จ่อเปิดโรงงาน เร่งสปีดดัน EBITDA 900 ล้าน

FPI เดินหน้าขยายศักยภาพธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์ วางไทยเป็นฐาน Aftermarket ทั่วโลก ใช้อินเดียรุกตลาด OEM และเตรียมเปิดโรงงานซาอุดีอาระเบียรองรับลูกค้าตะวันออกกลาง หลังผลงานครึ่งปีแรกเติบโตต่อเนื่อง มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและสร้างการเติบโตระยะยาว
ปักหมุด “ไทย–อินเดีย–ซาอุฯ”
นายสมพล ธนาดำรงศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ (FPI) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ปรับแผนการลงทุนโรงงานใหม่ จากเดิมที่วางไว้ 5 แห่ง เหลือ 3 แห่ง ได้แก่ ประเทศไทย อินเดีย และซาอุดีอาระเบีย โดยประเมินว่าทั้ง 3 ฐานการผลิตสามารถรองรับและบริหารจัดการตลาดสำคัญทั่วโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงไม่จำเป็นต้องลงทุนก่อสร้างโรงงานเพิ่มเติมในยุโรป
ฐานผลิตไทย-อินเดีย สุดสตรอง!
สำหรับฐานการผลิตในประเทศไทย ซึ่งเป็นบริษัทแม่ จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางตลาด Aftermarket ทั่วโลก ส่วนอินเดียจะมุ่งเน้นงาน OEM เป็นหลัก โดยปัจจุบันมีสัดส่วนงาน OEM ราว 90% ให้กับผู้ผลิตรถยนต์รายสำคัญ เช่น Toyota, Hyundai และ E-Bike พร้อมเตรียมงบลงทุน 70–80 ล้านบาท เพิ่มไลน์พ่นสีใหม่ แบบ Skid Painter เพื่อยกระดับคุณภาพชิ้นงานให้ได้มาตรฐานสูงเทียบเท่าระดับยุโรป และรองรับงานใหม่ คาดแล้วเสร็จประมาณเดือนเมษายน 2570
เดินเครื่องโรงงานซาอุฯ ปลายปีนี้
นอกจากนี้ โรงงานในซาอุดีอาระเบีย จะเป็นฐานการผลิตสำหรับตลาดตะวันออกกลางโดยเฉพาะ จะเน้นงาน OEM ให้กับ CEER, Lucid, Hyundai และ Toyota ทั้งนี้คาดว่าโครงสร้างและสำนักงานจะแล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายน 2569 จะเริ่มทดสอบระบบในเดือนธันวาคม 2569 และเริ่มรับรู้รายได้ในไตรมาส 1/2570
ลุย JUMP+ เป้า EBITDA แตะ 900 ลบ.
สำหรับแผนยุทธศาสตร์ JUMP+ ยังคงเดินหน้าสู่เป้าหมาย EBITDA ปี 2571 อยู่ที่ 900 ล้านบาท โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการเติบโตอย่างโดดเด่นของโรงงานที่อินเดีย และการเปิดดำเนินงานเต็มรูปแบบของโรงงานในซาอุดีอาระเบียในปี 2570 ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งได้ประมาณ 6–8 ดอลลาร์สหรัฐต่อชิ้นงาน ส่งผลให้บริษัทสามารถบริหารต้นทุนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเพิ่มความสามารถในการทำกำไรของตลาดตะวันออกกลาง
เปิดงบ Q2/69 กำไรพุ่ง 70%
ภาพรวมผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 2/2569 สามารถทำรายได้รวม 759.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.3% และมีกำไรสุทธิ 108.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 70% สะท้อนความแข็งแกร่งของกลุ่มธุรกิจ OEM ในประเทศไทย ประกอบกับการส่งออกไปยังกลุ่มประเทศอเมริกาใต้ และแอฟริกาที่เพิ่มขึ้น
ส่วนงวด 6 เดือนแรกปี 2569 บริษัทฯ มีรายได้รวม 1,377.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.3% และมีกำไรสุทธิ 173.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.9%
แจกปันผลระหว่างกาลหุ้นละ 0.04 บ.
นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 มีมติอนุมัติจ่ายปันผลระหว่างกาลสำหรับงวดการดำเนินงานหกเดือนแรกของปี 256 เป็นเงินสดในอัตราหุ้นละ 0.04 บาท กำหนดจ่ายวันที่ 9 กันยายน 2569