จับประเด็นหุ้นเด่น

รายงานพิเศษ : SCC ส่งสัญญาณฟื้นตัว ปิโตรเคมีหนุนกำไรกลับมาแกร่ง จับตา JV ปลดล็อกศักยภาพระยะยาว


14 ตุลาคม 2569

SCC รายงานพิเศษ_S2T (เว็บ) copy_0.jpg

บล.ทิสโก้ประเมินกำไร SCC ปี 2569 ที่ 2.04 หมื่นล้านบาท เพิ่มจาก 1.41 หมื่นล้านบาทในปีก่อน โดยมีแรงหนุนจากปริมาณขายปิโตรเคมีและส่วนต่างราคาที่ดีขึ้น ควบคู่ค่าใช้จ่ายทางการเงินลดลง ขณะที่แผนร่วมทุน SCGC–PTTGC อาจเป็นอีกปัจจัยเปลี่ยนเกมด้านกำไรและกระแสเงินสด

บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ส่งสัญญาณฟื้นตัว หลังธุรกิจปิโตรเคมีเริ่มได้รับแรงหนุนจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์ที่ปรับตัวดีขึ้น ขณะที่การกลับมาเดินเครื่องของโรงงานระยองโอเลฟินส์ (ROC) อย่างเต็มไตรมาสในช่วงปลายปี มีโอกาสช่วยหนุนปริมาณขายให้ฟื้นตัว ประกอบกับแผนจัดตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่างเอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) และบมจ. พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ซึ่งผู้บริหารคาดว่าจะช่วยยกระดับกำไรสุทธิและกระแสเงินสด แม้รายได้รวมของธุรกิจเคมิคอลอาจลดลง

บล.ทิสโก้คาดการณ์ว่า SCC จะมีกำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 4.1 พันล้านบาท พลิกจากขาดทุนสุทธิ 669 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนแนวโน้มการดำเนินงานที่ดีขึ้นเมื่อเทียบรายปี อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับกำไรสุทธิ 1.15 หมื่นล้านบาทในไตรมาส 2/2569 คาดว่ากำไรจะลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากปริมาณขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีอ่อนตัวลง

ปัจจัยสำคัญที่ช่วยประคองผลประกอบการคือส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์ ซึ่งยังทรงตัวในระดับสูง แม้มีแนวโน้มอ่อนลงจากไตรมาสก่อนที่อยู่ในระดับสูงผิดปกติ ขณะเดียวกัน SCC ยังมีโอกาสรับรู้กำไรจากสต๊อกสินค้า (stock gain) ซึ่งอาจช่วยชดเชยผลกระทบจากการหยุดดำเนินงานของโรงงาน ROC เกือบตลอดไตรมาส และโรงงาน Long Son Petrochemicals (LSP) ที่หยุดดำเนินงานเต็มไตรมาส

ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า ธุรกิจปิโตรเคมีของ SCC ยังมีปัจจัยสนับสนุนด้านราคา แม้การผลิตและปริมาณขายจะถูกกดดันจากการหยุดเดินเครื่องโรงงานบางแห่ง แต่การฟื้นตัวของกำไรในไตรมาส 3 ยังต้องพิจารณาฐานเปรียบเทียบจากปีก่อน ต้นทุนวัตถุดิบ ผลจากสินค้าคงเหลือ และปริมาณขายควบคู่กัน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับส่วนต่างราคาเพียงปัจจัยเดียว

สำหรับธุรกิจวัสดุก่อสร้างและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง (CBM) ทิสโก้คาดว่า ปริมาณขายจะชะลอตัวตามปัจจัยฤดูกาล อย่างไรก็ตาม ยังมีโอกาสได้รับแรงหนุนจากความต้องการซื้อวัสดุและของตกแต่งบ้านเพื่อซ่อมแซมหลังเหตุการณ์น้ำท่วม ซึ่งอาจช่วยเพิ่มกิจกรรมในตลาดก่อสร้างและปรับปรุงที่อยู่อาศัย แต่ผลดีต่อยอดขายของบริษัทจะขึ้นอยู่กับความต้องการที่เกิดขึ้นจริงและความสามารถในการแข่งขันของสินค้าแต่ละกลุ่ม

ขณะที่ธุรกิจบรรจุภัณฑ์เอสซีจี (SCGP) มีแนวโน้มกำไรดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีแรงสนับสนุนจากความสามารถในการทำกำไรของ PT. Fajar Surya Wisesa Tbk. (Fajar) ซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ปัจจัยนี้ช่วยเสริมภาพรวมของกลุ่มธุรกิจที่มีความหลากหลาย แม้แต่ละกลุ่มจะเผชิญสภาพตลาดและปัจจัยฤดูกาลแตกต่างกัน

ส่วนทิศทางในไตรมาส 4/2569 ทิสโก้คาดว่า ปริมาณขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีจะฟื้นตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน หลังโรงงาน ROC กลับมาดำเนินงานเต็มไตรมาส ขณะเดียวกันส่วนต่างราคาโอเลฟินส์มีแนวโน้มดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หากการผลิตและปริมาณขายปรับตัวตามคาด ก็มีโอกาสช่วยเพิ่มแรงส่งต่อผลประกอบการในช่วงปลายปี

จากแนวโน้มดังกล่าว ทิสโก้คงประมาณการกำไรสุทธิ SCC ในปี 2569 และ 2570 ที่ 2.04 หมื่นล้านบาท และ 1.76 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ เพิ่มขึ้นจากกำไรสุทธิ 1.41 หมื่นล้านบาทในปี 2568 โดยมีสมมติฐานหลักจากปริมาณขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่สูงขึ้น ส่วนต่างราคาโอเลฟินส์ที่ดีขึ้น และค่าใช้จ่ายทางการเงินที่ลดลง พร้อมคงราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 290 บาท อิงวิธีประเมินมูลค่าแบบ Sum of the Parts (SOTP) และคงคำแนะนำ “ซื้อ” 

นอกจากการฟื้นตัวของธุรกิจหลักแล้ว ตลาดยังจับตาความคืบหน้าการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่าง SCGC และ PTTGC ซึ่งอาจมีนัยสำคัญต่อทิศทางธุรกิจเคมิคอลของ SCC ในระยะต่อไป โดยนายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCC  คาดว่าจะมีรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับโครงสร้างและสัดส่วนการถือหุ้นของการร่วมทุนในวันที่ 29 ตุ.ค.69

แม้การร่วมทุนอาจทำให้รายได้ของธุรกิจเคมิคอลลดลง แต่คาดว่ากำไรสุทธิและกระแสเงินสดจะปรับตัวดีขึ้น ซึ่งสะท้อนว่า การปรับโครงสร้างธุรกิจไม่ได้มุ่งรักษาขนาดรายได้เพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของกำไรและความสามารถในการสร้างเงินสดด้วย 

โดยปัจจุบันธุรกิจเคมิคอลมีสัดส่วนรายได้ประมาณ 44% ของ SCC โดยธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์มีสัดส่วนราว 22–23% ตามข้อมูลที่บริษัทให้ไว้ จึงถือเป็นธุรกิจที่มีความสำคัญต่อภาพรวมของกลุ่ม การจัดโครงสร้างธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นจึงเป็นปัจจัยที่นักลงทุนต้องติดตามควบคู่กับแนวโน้มส่วนต่างราคา ปริมาณขาย และการกลับมาเดินเครื่องของโรงงานหลัก

SCC