Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 12-10-2569 (รู้หรือไม่..ทำไมต้องถล่มซาอุฯ!? หุ้นไทยสัปดาห์นี้มีหนาว!!)

ว่าจะเงียบๆ ให้หุ้นไทยได้พักหายใจบ้าง…แต่โลกไม่เคยปรานีค่ะคุณขาาา! ล่าสุดกลุ่มฮูตีเปิดฉากโจมตีสนามบินนานาชาติในกรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา งานนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพราะมีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 ราย และบาดเจ็บกว่า 300 คน เรียกว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางร้อนฉ่าขึ้นมาอีกระลอก
ทางการซาอุฯ สั่งระงับการให้บริการสนามบินชั่วคราว พร้อมเบี่ยงเส้นทางบิน ส่วนหลายสายการบินก็ต้องยกระดับการเตือนภัยกันจ้าละหวั่น ด้านแนวร่วมที่นำโดยซาอุฯ ประณามว่าเป็น “อาชญากรรมสงคราม” และประกาศจะตอบโต้อย่างเด็ดขาด ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ก็ออกมาประณาม พร้อมส่งสัญญาณว่ากำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการร่วมปฏิบัติการทางทหารกับซาอุฯ อีกต่างหาก โอ๊ยยย…ถ้าสหรัฐฯ กระโดดเข้าวงด้วยจริงๆ เรื่องนี้ก็อาจไม่จบแค่คู่กรณีสองฝ่ายแล้วนะคะ!
แล้วทำไมต้องเป็นซาอุฯ? คำตอบก็เพราะซาอุฯ เป็นตัวละครหลักในสงครามเยเมนมาตั้งแต่ปี 2015 โดยนำแนวร่วมเข้าแทรกแซงเพื่อสนับสนุนรัฐบาลเยเมนที่นานาชาติยอมรับ และสกัดอิทธิพลของกลุ่มฮูตี จึงกลายเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงกันมายาวนาน ขณะที่ฮูตีได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน การโจมตีซาอุฯ จึงไม่ได้มีแค่เรื่องแค้นเก่าฝังใจ แต่ยังเป็นเกมกดดันคู่แข่งและพันธมิตรของสหรัฐฯ ในภูมิภาคด้วย
ส่วนการเลือกเป้าหมายเป็นสนามบินในเมืองหลวง ก็ยิ่งสร้างแรงสั่นสะเทือน เพราะสนามบินไม่ใช่แค่ที่ขึ้นเครื่องลงเครื่อง แต่เป็นทั้งศูนย์กลางคมนาคมและหน้าตาของประเทศ เมื่อถูกโจมตี ความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยย่อมสะเทือนตามไปด้วย งานนี้ใครคิดว่าเป็นแค่เรื่องไกลตัว…เจ๊ขอบอกว่าอย่าเพิ่งชะล่าใจ เพราะสงครามอยู่ตะวันออกกลางก็จริง แต่ราคาน้ำมันกับตลาดทุนทั่วโลกไม่ได้มีพาสปอร์ตค่ะ!
ทีนี้หันมาดูหุ้นไทยสัปดาห์นี้กันบ้าง…เฮ้อออ! แค่เห็นข่าวก็อยากถอนหายใจรอแล้ว เพราะถ้าความขัดแย้งบานปลาย ราคาน้ำมันอาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ตลาดผันผวน งานนี้มีทั้งหุ้นที่ได้อานิสงส์และหุ้นที่อาจโดนแรงกระแทกเต็มๆ
ฝั่งที่ต้องระวังคือ สายการบินและท่องเที่ยว อย่าง AAV, BA, CENTEL และ MINT เพราะถ้าน้ำมันพุ่ง ต้นทุนก็เพิ่ม ส่วนความกังวลเรื่องความปลอดภัยอาจทำให้นักท่องเที่ยวลังเลอีกต่างหาก เรียกว่ารายได้ยังต้องลุ้น แต่ต้นทุนอาจวิ่งนำหน้าไปแล้ว ส่วนกลุ่มปิโตรเคมีอย่าง IVL และ PTTGC ก็ต้องจับตาต้นทุนวัตถุดิบที่อิงราคาปิโตรเลียม หากต้นทุนขึ้นเร็วกว่าความสามารถในการปรับราคาขาย กำไรก็มีสิทธิ์ถูกบีบจนหายใจไม่ทั่วท้อง
แต่ใช่ว่าจะมีแต่คนเจ็บนะคะ! ฝั่งพลังงานต้นน้ำอย่าง PTTEP และ PTT อาจได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักต่อดัชนี ส่วนโรงกลั่นอย่าง TOP, SPRC และ BCP ก็อาจได้ประโยชน์จากกำไรสต็อกน้ำมันในระยะสั้น หากราคาน้ำมันปรับขึ้นตามเงื่อนไขที่เอื้ออำนวย
สรุปง่ายๆ คือ สงครามยังไม่ทันจบ หุ้นบางตัวก็อาจได้เฮ ขณะที่บางตัวต้องร้องโอ๊ย! แต่จะหวังเก็งกำไรจากราคาน้ำมันอย่างเดียวก็ต้องระวัง เพราะถ้าสถานการณ์คลี่คลายเร็ว ราคาน้ำมันกลับทิศเมื่อไหร่ หุ้นที่วิ่งรับข่าวก็มีสิทธิ์วิ่งลงได้เหมือนกัน อย่ามัวแต่เห็นเขียวแล้วรีบกระโดดตาม เดี๋ยวจะได้ประสบการณ์ราคาแพงกลับบ้านแทนกำไรนะคะ!
แต่พอแล้วค่ะกับเรื่องสงคราม เพราะหุ้นตัวที่เจ๊จิ๋มอยากชวนส่องท้ายคอลัมน์วันนี้คือ SSP หุ้นโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนที่เริ่มกลับเข้ามาอยู่ในเรดาร์นักลงทุน หลังราคาวิ่งตามหลังเพื่อนในกลุ่มโรงไฟฟ้ามาพักใหญ่ จนเกิดคำถามว่า…ตกลงเป็นหุ้น Laggard ที่กำลังรอวันปล่อยของ หรือเป็นหุ้นที่ตลาดยังไม่ยอมให้ผ่านด่านความเชื่อมั่นกันแน่?
สตอรี่ที่ต้องจับตาคือแผน PDP 2026 ซึ่งอาจเป็นแรงส่งให้ SSP ขยายพอร์ตกำลังการผลิตได้อีกขั้น ขณะเดียวกันยังมีโอกาสจากการลงทุนพลังงานสะอาดในต่างประเทศ ทั้งฟิลิปปินส์และไต้หวัน รวมถึงการทยอยรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าขยะชุมชน 2 แห่ง กำลังผลิตรวม 19.8 MW และโซลาร์ฟาร์มในประเทศอีก 3 โครงการ กำลังผลิตรวมกว่า 100 MW ตลอดจนโครงการวินด์ฟาร์ม Bago ขนาด 150 MW ในฟิลิปปินส์ที่บริษัทระบุว่าเดินหน้าได้ตามแผน
ถ้าโครงการต่างๆ เดินหน้าได้ตามเป้า ช่วงปี 2026–2027 ก็มีโอกาสเห็นการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีการประเมินว่ากำลังการผลิตและการรับรู้รายได้จะขยายตัวแรงขึ้น อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเติบโตเกือบเท่าตัวที่มีการพูดถึงนั้นก็ต้องติดตามเงื่อนไขการก่อสร้าง การ COD และการรับรู้รายได้จริงกันต่อ ไม่ใช่เห็นตัวเลขสวยแล้วจะคิดว่ากำไรวิ่งเข้าบัญชีทันทีนะคะ
ส่วนฝั่งนักวิเคราะห์มีคำแนะนำ “ซื้อ” พร้อมปรับราคาเหมาะสมขึ้นเป็น 14.10 บาท ตามข้อมูลที่นำเสนอ ซึ่งสะท้อนมุมมองต่อศักยภาพการเติบโตของบริษัท แต่แน่นอนค่ะ ราคาเป้าหมายไม่ใช่ราคาที่ตลาดรับประกันว่าจะวิ่งไปถึง และหุ้น Laggard ก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องวิ่งตามเพื่อนเสมอไป
เอาเป็นว่า SSP มีทั้งสตอรี่การเติบโต โครงการใหม่ และโอกาสจากพลังงานสะอาดให้ติดตาม แต่จะกลายเป็นหุ้นดาวเด่นรอบใหม่ได้จริงหรือไม่ ต้องดูทั้งความคืบหน้าโครงการ ผลประกอบการ และราคาที่เหมาะสมประกอบกัน
สตอรี่มี ของมี แต่ราคาจะไปต่อหรือพอแค่นี้…ตลาดจะเป็นคนเฉลยค่ะ! ใครสนใจ SSP ก็ทำการบ้านให้ครบ อย่าซื้อเพราะกลัวตกรถ แล้วสุดท้ายกลายเป็นคนยืนโบกมือลากำไรอยู่ข้างทางนะคะ!