Talk of The Town

QUICK ชี้แจงประเด็น IPO เข้าตลาดทุนเพื่อรองรับการเติบโต


09 ตุลาคม 2569

QUICK_S2T (เว็บ).jpg

บริษัท ควิก ทรานส์ฟอร์เมชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ QUICK ชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงสร้างทุนก่อนการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ครบถ้วนและสอดคล้องกับข้อมูลที่บริษัทได้เปิดเผยไว้ในแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และหนังสือชี้ชวน

•  ต้นทุนเจ้าของถูกกว่ารายย่อยมหาศาล: ผู้ถือหุ้นเดิมเพิ่งได้สิทธิเพิ่มทุนที่ราคาพาร์เพียง 0.50 บาท แต่นำมาขาย IPO ให้รายย่อยแพงกว่าถึง 11.3 เท่า ที่ราคา 5.65 บาท

อ้างอิงตามหนังสือชี้ชวนฉบับที่มีผลบังคับใช้ ณ 7 ตุลาคม 2569 บริษัทเพิ่มทุนจดทะเบียนจำนวน 31.00 ล้านบาท จากทุนจดทะเบียนเดิม 20.00 ล้านบาท เป็น 51.00 ล้านบาท โดย

(1)  หุ้นสามัญจำนวน 30,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาทต่อหุ้น เป็นจำนวนเงิน 15.00 ล้านบาท เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม และ

(2)  หุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 32,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้ 0.50 บาทต่อหุ้น เพื่อเสนอขายให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO)

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทุนจดทะเบียนภายหลังการเสนอขาย IPO ไม่น้อยกว่า 50.00 ล้านบาท เพื่อให้บริษัทฯ มีคุณสมบัติเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดสำหรับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai ไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นแต่อย่างใด และผู้ถือหุ้นเดิมแต่ละรายยังคงมีสัดส่วนการถือหุ้นเท่าเดิม 

•  จ่ายปันผลสูบเงินออกก่อนเข้าตลาด: ส่วนของผู้ถือหุ้นหดตัวลงอย่างรุนแรงในปี 2567 จากการจ่ายเงินปันผลรวบยอดออกไปก่อนระดมทุนใหม่

การจ่ายเงินปันผลของบริษัทเป็นการดำเนินการตามปกติภายใต้หลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด โดยบริษัทพิจารณาจากกำไรสะสมที่สามารถจัดสรรได้ รวมถึงสภาพคล่องและกระแสเงินสดที่เพียงพอในการดำเนินธุรกิจ ทั้งนี้ การจ่ายเงินปันผลดังกล่าวได้รับการอนุมัติตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง และไม่ได้เกิดจากการกู้ยืมเงินเพื่อนำมาจ่ายปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นแต่อย่างใด

โดยรายละเอียดรายการดังกล่าวได้เปิดเผยไว้ใน Filing หัวข้อ 4. การวิเคราะห์และคำอธิบายของฝ่ายบริหาร (Management Discussion and Analysis: MD&A)

•  การเร่งบันทึกรายได้ที่ยังไม่ได้เงินสด: สินทรัพย์ที่เกิดจากสัญญา (Unbilled Revenue) พุ่งขึ้นกว่า 70% ในเวลาเพียง 6 เดือนก่อน IPO

การเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์ที่เกิดจากสัญญามีสาเหตุหลักจาก การเติบโตของโครงการใหม่ที่บริษัทได้รับและได้ดำเนินงานไปแล้วบางส่วน แต่ยังไม่ถึงกำหนดเรียกเก็บเงินตามสัญญา โดยบริษัทรับรู้รายได้ตามความคืบหน้าของโครงการ (Project Progress) ตามมาตรฐานบัญชี TFRS 15 ขณะที่การออกใบแจ้งหนี้และเรียกเก็บเงินจะเป็นไปตามงวดงาน (Milestone) ที่ตกลงกับลูกค้า

ทั้งนี้ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 สินทรัพย์ที่เกิดจากสัญญาถึง 95.35% คาดว่าจะสามารถเรียกเก็บเงินได้ภายใน 12 เดือน โดยรายการดังกล่าวจะทยอยเปลี่ยนเป็นลูกหนี้การค้าเมื่อถึงกำหนดเรียกเก็บเงินตามสัญญา

ดังนั้น การเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์ที่เกิดจากสัญญาจึงไม่ได้หมายความว่าบริษัทเร่งรับรู้รายได้หรือมีปัญหาในการเก็บเงิน แต่เป็นผลจากการเติบโตของโครงการและความแตกต่างระหว่างช่วงเวลาการรับรู้รายได้กับการเรียกเก็บเงินตามสัญญา

โดยรายละเอียดรายการดังกล่าวได้เปิดเผยไว้ใน Filing หัวข้อ 4. การวิเคราะห์และคำอธิบายของฝ่ายบริหาร (Management Discussion and Analysis: MD&A)

•  ถือครองอสังหาริมทรัพย์ผิดวิสัยบริษัทเทคฯ: มีการบันทึกอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนสูงถึง 46.46 ล้านบาท หรือคิดเป็นกว่า 20% ของสินทรัพย์รวม

การลงทุนซื้อที่ดินดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เดิมเพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจ ทั้งด้านพื้นที่จอดรถและการก่อสร้างสำนักงานแห่งใหม่ เนื่องจากสำนักงานเดิมบริเวณหัวหมาก ซอย 11 มีข้อจำกัดด้านพื้นที่ ไม่สามารถรองรับจำนวนบุคลากรที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องได้

อย่างไรก็ตาม ด้วยการขยายตัวของธุรกิจที่รวดเร็ว บริษัทจึงตัดสินใจเช่าพื้นที่สำนักงานแห่งใหม่ ณ อาคารโอสถสภา ซึ่งตั้งอยู่ใกล้เคียงกับสำนักงานเดิม มีพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมใช้งาน สามารถรองรับการเติบโตได้ทันทีโดยไม่ต้องลงทุนก่อสร้างอาคารเพิ่มเติม

ทั้งนี้ ในปี 2568 บริษัทได้ทบทวนแผนการใช้ประโยชน์จากที่ดินดังกล่าว และจัดประเภทเป็นอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนตามวัตถุประสงค์การถือครองที่เปลี่ยนแปลงไปและมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่เกี่ยวข้อง โดยในปี 2566–2567 บริษัทไม่มีรายการอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน สะท้อนให้เห็นว่าการจัดซื้อที่ดินมีวัตถุประสงค์เริ่มแรกเพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจ มิใช่เพื่อเก็งกำไรในอสังหาริมทรัพย์

โดยรายละเอียดรายการดังกล่าวได้เปิดเผยไว้ใน Filing หัวข้อ 4. การวิเคราะห์และคำอธิบายของฝ่ายบริหาร (Management Discussion and Analysis: MD&A)

•  จ้าง Outsource เครือญาติ CEO: มีรายการระหว่างกันจากการจ้างงานพัฒนาซอฟต์แวร์กับพี่น้องร่วมบิดามารดาของ CEO

ในอดีต ก่อนที่ QUICK จะปรับกลยุทธ์ธุรกิจมาเป็นพันธมิตรกับ Microsoft บริษัทได้พัฒนาระบบ Quick ERP ขึ้นเอง โดยมีน้องชายของผู้บริหารเป็นหนึ่งในทีมพัฒนา แม้บริษัทจะยุติการจำหน่ายระบบดังกล่าวตั้งแต่ประมาณปี 2553 แต่ยังมีความจำเป็นต้องให้บริการบำรุงรักษา (Maintenance) แก่ลูกค้าเดิม บริษัทจึงว่าจ้างบุคคลดังกล่าวเป็น Outsource ในช่วงปี 2565–2566 โดยมีมูลค่าการว่าจ้างเพียงหลักหมื่นบาท

ทั้งนี้ บริษัทได้ยุติการว่าจ้างตั้งแต่ปี 2566 และปัจจุบันไม่มีการจำหน่ายหรือให้บริการระบบ Quick ERP อีกต่อไป โดยรายละเอียดรายการดังกล่าวได้เปิดเผยไว้ใน Filing หัวข้อ 9 การควบคุมภายในและรายการระหว่างกันแล้ว

•  สัดส่วนตั้งสำรองหนี้เสียพุ่งสูงขึ้นผิดปกติ: ค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิต (ECL) พุ่งจาก 3.5% ขึ้นไปสูงถึง 12–17% สะท้อนสัญญาณปัญหาการเก็บเงินจากลูกค้า

การเพิ่มขึ้นของสัดส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิต (ECL) ไม่ได้สะท้อนว่าบริษัทฯ มีปัญหาการเรียกเก็บเงินจากลูกค้าโดยรวม แต่มีสาเหตุหลักจากลูกหนี้เฉพาะราย โดยบริษัทฯ มีนโยบายตั้งค่าเผื่อตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่เกี่ยวข้อง ซึ่งพิจารณาจากอายุลูกหนี้ ประวัติการชำระหนี้ และความเสี่ยงในการเรียกเก็บเงิน ทั้งนี้ สำหรับลูกหนี้ที่ค้างชำระเกิน 365 วัน หรือมีข้อบ่งชี้ว่าอาจไม่สามารถเรียกเก็บหนี้ได้ บริษัทฯ จะพิจารณาตั้งค่าเผื่อเป็นรายกรณีในสัดส่วน 100%

การเพิ่มขึ้นของค่าเผื่อดังกล่าวมีสาเหตุหลักจากลูกหนี้ 2 รายที่ยังไม่ชำระค่าบริการตามงานที่ส่งมอบ ซึ่งบริษัทฯ ได้ดำเนินการติดตามหนี้ตามกระบวนการทางกฎหมายและยุติการให้บริการแล้ว ขณะที่ลูกหนี้อีก 1 รายอยู่ระหว่างทยอยชำระหนี้ ซึ่งบริษัทฯ ยังคงติดตามการชำระหนี้อย่างใกล้ชิด

•  เงินระดมทุนกว่า 60% ไร้แผนโครงการชัดเจน: เงิน IPO ส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้เป็นเพียงเงินทุนหมุนเวียนทั่วไปและการลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่คลุมเครือ

บริษัทฯ มีแผนการใช้เงิน IPO จำนวน 164.42 ล้านบาท โดยกำหนดวัตถุประสงค์และกรอบระยะเวลาการใช้เงินไว้อย่างชัดเจน แบ่งเป็น 4 ด้าน  ได้แก่

1. วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (R&D) จำนวน 32.88 ล้านบาท เพื่อพัฒนาและเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น Quick MES, Quick PM, Quick Carbon R, Quick CRM และ Qoot AI รองรับความต้องการของลูกค้าและการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล

2. พัฒนาบุคลากร (Academy & Talent Pool) จำนวน 32.88 ล้านบาท เพื่อจัดตั้ง Quick Academy พัฒนาทักษะบุคลากรทั้งภายในและภายนอกองค์กร รวมถึงสร้างเครือข่ายตัวแทนจำหน่าย (Dealer Program) เพื่อรองรับการขยายธุรกิจ

3. ลงทุนเชิงกลยุทธ์ (Strategic Investment) จำนวน 32.88 ล้านบาท เพื่อลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลัก เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และขยายฐานลูกค้า

4. เงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) จำนวน 65.78 ล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานประจำ

ดังนั้น การระบุว่าเงินระดมทุนกว่า 60% ไม่มีแผนการใช้เงินที่ชัดเจน จึงไม่สะท้อนข้อมูลทั้งหมด เนื่องจากบริษัทฯ ได้กำหนดวัตถุประสงค์และวงเงินสำหรับการใช้เงินแต่ละด้านไว้แล้ว โดยเฉพาะเงินทุนหมุนเวียนซึ่งมีความจำเป็นต่อการรองรับการขยายตัวของธุรกิจ ขณะที่การลงทุนเชิงกลยุทธ์มุ่งเน้นธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลักของบริษัทฯ

โดยรายละเอียดรายการดังกล่าวได้เปิดเผยไว้ใน Filing เพื่อให้นักลงทุนใช้ประกอบการพิจารณา

•  เงื่อนไขเงินกู้ธนาคารตึงเครียดเข้มงวด: สัญญาเงินกู้มีข้อห้ามเด็ดขาดเรื่องการเดินบัญชีล่าช้าและการเปลี่ยนตัวผู้ถือหุ้นใหญ่เกินกำหนด

เงื่อนไขดังกล่าวเป็นเงื่อนไขที่พบได้ทั่วไปในสัญญาเงินกู้ระหว่างธนาคารและผู้กู้ มิได้สะท้อนว่าบริษัทมีปัญหาทางการเงิน โดยข้อกำหนดเกี่ยวกับการเดินบัญชีเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารความเสี่ยงของธนาคาร

สำหรับเงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นตั้งแต่ 20% หรือการเปลี่ยนแปลงกรรมการผู้มีอำนาจ เป็นข้อกำหนดให้บริษัทแจ้งข้อมูลแก่ธนาคารเพื่อปรับปรุงข้อมูลลูกค้า มิใช่ข้อห้ามในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นหรือการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

ทั้งนี้ บริษัทให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วนและโปร่งใส โดยรายละเอียดเกี่ยวกับการเพิ่มทุน โครงสร้างผู้ถือหุ้น หลักเกณฑ์การกำหนดราคา IPO ข้อจำกัดการขายหุ้นของผู้ถือหุ้นเดิม และวัตถุประสงค์การใช้เงินระดมทุน ได้เปิดเผยไว้ในแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และหนังสือชี้ชวน เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถศึกษาข้อมูลและใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนได้อย่างรอบด้าน