Talk of The Town

เปิดกลยุทธ์ลงทุนไตรมาส 4 เฟ้นหาหุ้นเด่นเข้าพอร์ต


30 กันยายน 2569

เปิดกลยุทธ์ลงทุนไตรมาส 4_S2T (เว็บ) copy.jpg

ช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2569 ก็คือไตรมาสสุดท้ายของปี ซึ่งจะเป็นช่วงที่นักลงทุนหลายๆจะทยอยปรับพอร์ตการลงทุนเพื่อให้เข้ามาธีมที่จะมาในอนาคต โดยหนึ่งในข้อมูลที่จะใช้อ้างอิงธีมการลงทุนก็คงไม่พ้นมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญที่เริ่มได้ออกคำแนะนำพร้อมกับมุมมองตลาดออกให้เห็นบ้างแล้ว

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่ากลยุทธ์ลงทุนหุ้นไทยไตรมาส 4/69 วัฏจักรการลงทุนขาขึ้นของไทย ซึ่งขับเคลื่อนโดยการลงทุนในศูนย์ข้อมูลและ PDP26 จะช่วยสนับสนุนแนวโน้มการเติบโตในช่วงไตรมาส 4/69 ถึงปี 2570

โดยวัฏจักรการลงทุนขาขึ้นรอบใหม่ของไทยอาจช่วยหนุนความสามารถในการทำกำไรของภาคธุรกิจและระดับมูลค่าของ SET ให้สูงขึ้น การลงทุนภาคเอกชนเร่งตัวขึ้นในปี 2569 สอดคล้องกับมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ที่เพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 โดยมีแรงขับเคลื่อนจากอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และศูนย์ข้อมูล ซึ่งคาดว่ากำลังการผลิตไฟฟ้ารองรับศูนย์ข้อมูลจะเพิ่มขึ้นเป็น 5–7GW ภายในปี 2573

ขณะที่แผน PDP2026 น่าจะเป็นปัจจัยกระตุ้นการลงทุนเพิ่มเติมหลังไตรมาส 4/69 จากการวิเคราะห์ข้อมูลในอดีตพบว่า การลงทุนภาคเอกชนมีความสัมพันธ์ในระดับสูงกับ ROE ของ SET ซึ่งบ่งชี้ว่าวัฏจักรการลงทุนขาขึ้นที่ต่อเนื่องอาจช่วยสนับสนุนระดับมูลค่าของ SET 

สำหรับหุ้นเด่นไตรมาส 4/69 ประกอบไปด้วย 2 ธีมการลงทุน 1.หุ้นที่ได้ประโยชน์จากวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ BBL, DELTA, BGRIM โดยเป็นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากวัฏจักรการลงทุนผ่านการเติบโตของสินเชื่อ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสำหรับ AI และการขยายตัวของศูนย์ข้อมูล

และ 2. การฟื้นตัวของกำไร ควบคู่กับความสามารถในการส่งผ่านต้นทุน และโอกาสที่ราคาหุ้นจะปรับตัวไล่ตาม (catch-up play) SCGP และ CPALL ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของกำไร ความสามารถในการส่งผ่านต้นทุน และโอกาสที่ราคาหุ้นจะปรับตัวไล่ตาม

ทั้งนี้ ได้มีปรับเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) เพิ่มขึ้นเป็น 1,680 จุด โดยขยับฐานการคำนวนเป็นเป้าหมายดัชนีสำหรับสิ้นปี 2570 บนสมมติฐาน SET EPS ปี 2570 ที่ 105 จุด และให้ PE ที่ค่าเฉลี่ยระยะยาว 16 เท่า

ขณะที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ให้มุมมองว่า ได้ปรับเพิ่มเป้า SET ปี 2569 จาก 1,600 จุด เป็น 1,700 จุด  เพื่อสะท้อนเศรษฐกิจไตรมาส 2/69 ที่แข็งแกร่งกว่าคาด การลงทุนที่แข็งแกร่ง และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกยังคงมีความผันผวนสูง โดยมองว่า 1,550 จุด เป็นระดับที่น่าสนใจสำหรับการทยอยเข้าลงทุน

สำหรับปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางตลาดในไตรมาส 4/69 ได้แก่ ราคาน้ำมัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตร ความเสี่ยงทางการเมืองและการเลือกตั้ง ภาวะเอลนีโญรุนแรง หนี้ภาครัฐ การเติบโตของกำไร และความต้องการด้าน AI โดยปัจจัยพื้นฐานของภาคธุรกิจที่ยังแข็งแกร่งกำลังเผชิญแรงกดดันจากสภาพแวดล้อมมหภาคที่เปราะบาง ส่งผลให้ตลาดยังคงมีท่าทีระมัดระวังจนกว่าจะผ่านพ้นการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ

ทั้งนี้ กลยุทธ์ลงทุนเน้นตั้งรับและหุ้นที่อิงปัจจัยภายในประเทศเป็นหลัก โดยมุ่งเน้นลงทุนในบริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง มีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกจำกัด และมีความชัดเจนของแนวโน้มกำไร ภายใต้เกณฑ์ดังกล่าว ทำให้ได้หุ้นเด่นสำหรับไตรมาส 4/69 คือ AMATA CENTEL CRC KTB และ PR9

สุดท้ายนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ให้มุมมองว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกในไตรมาส 4/69 มีแนวโน้มเข้าสู่สภาวะ "Tug-of-War" ระหว่างปัจจัยเชิงมหภาค (Macro) ที่กดดัน และปัจจัยเชิงจุลภาค (Micro) ที่ยังคงรองรับตลาด โดยภาวะดังกลาวอาจทำให้ดัชนีผันผวนไปมา และจำกัดทั้งฝั่ง Upside และ Downside ของตลาดหุ้นในระยะ 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้

โดยในช่วงต้นไตรมาส แรงกดดันจากการที่ Fed มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งแรกของวงจรและการเตรียมปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งภายในสิ้นปีนี้ ตลอดจนความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง จะยังคงเป็นปัจจัยกดดันตลาด ขณะที่ในช่วงกลางไตรมาส การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ (U.S. Midterm Election) จะเข้ามาเพิ่มความผันผวนให้กับตลาดทุนทั่วโลก

อย่างไรก็ดี ปัจจัยที่จะช่วยประคอง Downside ของตลาดหุ้น ได้แก่ โมเมนตัมการปรับประมาณการกำไรต่อหุ้นที่ยังคงแข็งแกร่ง และระดับมูลค่าหุ้นที่ไม่ได้อยู่ในภาวะตึงตัว ทั้งนี้ มองว่ากลยุทธ์การลงทุนที่น่าสนใจที่สุดสำหรับไตรมาสนี้ไม่ใช่การไล่ซื้อ แต่เป็นการรอจังหวะที่ตลาดเกิดความกลัว (Panic Sell) เพื่อทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดี หรือที่เรียกว่าการ "Bottom Fishing" 

ดังนั้นประเมินกรอบการแกว่งตัวของดัชนี SET ในไตรมาส 4/69 จากวิธี PE Model อยู่ที่ระดับ 1,500-1,700 จุด โดยมีกรณีฐานอยู่ที่ราว 1,630 จุด ซึ่งคำนวณจาก Forward PE ที่ 14.8 เท่า คูณกับ EPS ปีนี้ที่ 110 บาท ทั้งนี้ สำหรับหุ้นแนะนำประจำไตรมาสนี้ ยังคงเน้นกลยุทธ์ Sector Rotation และ Stock Selection 

โดยมีกลุ่มเด่น 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มปศุสัตว์ (BTG, TFG) กลุ่มท่องเที่ยว (AWC, ERW) กลุ่มค้าปลีกที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว (CRC, COM7) กลุ่มสินค้าเกษตร (STA, TVO) และกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนภาคเอกชน (AMATA, STECON)

เปิดกลยุทธ์ลงทุนไตรมาส 4_S2T (เพจ) copy.jpg