Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 30-09-2569 (“บัตรเลือกตั้งบาร์โค้ด” ไม่ผิด! ดึงความเชื่อมั่น นลท.กลับมา)

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการที่ กกต. ใส่บาร์โค้ด/คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อ 8 ก.พ. 2569 ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ หลังผู้ตรวจการแผ่นดิน ยื่นคำร้องว่ารหัสอาจสืบย้อนถึงตัวผู้ลงคะแนนและขัดหลักการลงคะแนนลับ ศาลเห็นว่าในทางปฏิบัติสืบย้อนได้ยากมากและมีมาตรการป้องกันรัดกุมเพียงพอ การเลือกตั้งครั้งนั้นจึงยังสมบูรณ์ ไม่ต้องจัดเลือกตั้งใหม่ (ศาลเสนอแนะเพียงให้พิจารณามาตรการความปลอดภัยทางเลือกสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป)
ผลนี้ตัดฉากทัศน์ร้ายแรงที่สุดที่ผู้คนในวงการตลาดทุนเคยกังวล คือเลือกตั้งเป็นโมฆะทั้งประเทศ จนเกิดสุญญากาศทางการเมืองและนโยบาย เมื่อผลออกมาว่า “ไม่ผิด” จึงเชื่อว่าจะเป็นบวกต่อ sentiment ตลาดโดยรวมและความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติจากความเสี่ยงการเมืองที่ลดลง โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ที่ต่างชาติถือสูง และกลุ่มที่พึ่งความต่อเนื่องของนโยบายรัฐ เช่น กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ไฟฟ้า นิคม และ ธนาคาร
ด้วยเพราะประเด็นนี้ ทำให้รัฐบาลสามารถเดินหน้าบริหารประเทศต่อไปได้ตามปกติ และบวกต่อหุ้นธีมลงทุนมากสุดจากที่เป็นกลุ่มรัฐบาลปัจจุบันวางนโยบายหลัก นิคม AMATA, WHA ไฟฟ้า GULF,GPSC, BGRIM, GUNKUL รับเหมา STECON, CK, PYLON, INSET ธนาคาร (ตั้งรับ) KBANK, KTB, KKP ชิ้นส่วน DELTA, HANA
ส่วนภาพรวมเมื่อวานนี้ ดัชนีหุ้นไทยปิดตลาดที่ 1,594.30 จุด ลดลง 8.07 จุด มีประเด็นที่น่าสนใจเป็นเรื่องของหุ้นการบินไทย หรือ THAI แม้ราคาจะปรับลงมาไม่มาก โดยปิดตลาดที่ 6.05 บาท ลดลง 0.10 บาท หรือ 1.36% แต่ปัญหากระเป๋าสัมภาระตกค้างจำนวนมาก กลับเป็นเรื่องที่ต้องจับตาว่าจะส่งผลต่อราคาหุ้น THAI ในระยะต่อไปหรือไม่
ก่อนที่จะลงดีเทลของ THAI ขอแวะไปเสิร์ฟข้อมูลให้แฟนคลับได้รู้ก่อนว่าระหว่างวันที่ 1-7 ต.ค.นี้ ถือเป็นช่วง Golden Week ของจีน เป็นไปได้ว่าจะมีนักลงทุนหลั่งเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย ซึ่งมักจะส่งผลจิตวิทยาบวกต่อหุ้นการบิน AOT, THAI, BA ท่องเที่ยว AWC, ERW, CENTEL (กูรูบอกว่าหุ้นโรงแรม – การบินที่มีฐานลูกค้าจีนสูง อาทิ AWC, ERW, AOT)
คนละเรื่องเดียวกันของ THAI คือ เมื่อกรุงเทพฯ เจอน้ำท่วมใหญ่ ราคาหุ้น THAI ก็ถูกกดดันลงมารับแรงกระแทกทันที พร้อมกับข่าวปัญหากระเป๋าสัมภาระตกค้างสูงถึงกว่า 5,600 ใบ จนนักลงทุนและสังคมเกิดคำถามตามมาว่า ฝนตก น้ำท่วม ปัญหาเกิดขึ้นกับสนามบินทั้งระบบก็จริง...แต่ทำไมผลกระทบถึงดูหนักหน่วงกับการบินไทยเป็นพิเศษ ขณะที่สายการบินอื่นกลับไม่ได้มีปัญหาในระดับเดียวกัน
เจ๊ว่างานนี้ต้องแยกให้ออกระหว่าง “ปัจจัยธรรมชาติ” กับ “ความพร้อมในการรับมือวิกฤต” เพราะน้ำท่วมเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ แต่สิ่งที่ทุกคนกำลังจับตามองคือ เมื่อเกิดวิกฤตขึ้นแล้ว การบินไทยใช้เวลานานแค่ไหนในการตั้งหลักและบริหารจัดการให้ระบบกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
ฝั่งผู้บริหารการบินไทยชี้แจงว่า สาเหตุสำคัญมาจาก “ปัญหาขาดแคลนกำลังพล” โดยเฉพาะทีมขนถ่ายสัมภาระและพนักงานที่มีใบอนุญาตปฏิบัติงานภาคพื้นดิน ซึ่งได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมจนไม่สามารถเดินทางมาทำงานได้ แม้บริษัทจะส่งรถไปรับถึงบ้านแล้วก็ตาม
นอกจากนี้ ผู้บริหารยังระบุว่า กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางการบินหลัก หรือ Hub ของการบินไทย เมื่อพนักงานจำนวนมากได้รับผลกระทบพร้อมกัน ระบบการทำงานจึงถูกกดดันอย่างหนัก ขณะที่สายการบินอื่นมีโครงสร้างเที่ยวบินและฐานการบินแตกต่างกัน ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงไม่จำเป็นต้องเท่ากัน
นี่คือบทเรียนสำคัญ เพราะในภาวะปกติ การบริหารต้นทุนและกำลังคนให้มีประสิทธิภาพถือเป็นเรื่องที่ดี แต่หากบริหารแบบตึงตัวจนเกินไปและไม่มี “ระยะปลอดภัย” สำหรับรองรับแรงกระแทก เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นเพียงครั้งเดียว ระบบที่ตึงเกินไปก็มีโอกาสสะดุดได้ทันที
ประเด็นนี้เกิดขึ้นในช่วงที่การบินไทยกำลังเดินหน้าตามแผนฟื้นฟูกิจการ และผลประกอบการเริ่มกลับมามีกำไร ดังนั้น สิ่งที่ตลาดและนักลงทุนต้องติดตามต่อจากนี้ จึงไม่ใช่แค่ตัวเลขในงบการเงิน แต่รวมถึงประสิทธิภาพของระบบปฏิบัติการและความสามารถในการรับมือกับภาวะวิกฤต หรือ Crisis Management ด้วย
ส่วนราคาหุ้น THAI จะฟื้นตัวได้เร็วแค่ไหน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะคลี่คลายเมื่อไหร่เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าบริษัทจะสามารถกู้ “ความเชื่อมั่น” ของผู้โดยสารและนักลงทุนกลับมาได้เร็วแค่ไหน เพราะสำหรับธุรกิจสายการบิน ความเชื่อมั่นถือเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญไม่แพ้เครื่องบินหรือเส้นทางบิน