สัมภาษณ์พิเศษ : PANEL ปั้น New S-Curve โรงงานใหม่–เฟอร์นิเจอร์ดันมาร์จิ้น บุกสาขาภูมิภาคเปิดตลาด

บมจ. เพเนเล่ส์มาติก โซลูชั่นส์ (PANEL) เร่งเครื่องสร้างการเติบโตรอบใหม่ กระตุ้นใช้โรงงานและเครื่องจักรใหม่เพิ่มกำลังผลิต 2–4 เท่า ต่อยอดไลน์เฟอร์นิเจอร์เจาะตลาด Interior–Care–Luxury พร้อมตั้งเป้า Gross Margin แตะ 36% และ Net Margin 11–12% ในปี 2570 ซึ่งแนวทางและกลยุทธ์ดังกล่าวจะเป็นอย่างไร ไปติดตามกับ “สมศักดิ์ พริกบุญจันทร์” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินและบัญชี
โครงสร้างธุรกิจของ PANEL คืออะไร
บริษัทประกอบธุรกิจใน 4 กลุ่มหลัก ได้แก่
1. Interior (ผนัง): กั้นห้อง ผนังการ์ด ผนังเคลื่อนที่ และงานสถาปัตยกรรมตกแต่งภายใน
2. Care (ประตู): เดิมเน้นประตูอัตโนมัติ ประตูบานเลื่อน ประตูห้องผ่าตัด ปัจจุบันเพิ่มอุปกรณ์และเฟอร์นิเจอร์ห้องผ่าตัด/ห้องพักป่วย
3. งานรับเหมา (Turnkey Solution): งานบริการแบบครบวงจร เช่น การจัดทำระบบห้องผ่าตัด ระบบแก๊ส ระบบปรับอากาศ ฝ้า และระบบปรับอากาศ
4. ไลน์เฟอร์นิเจอร์ (ธุรกิจใหม่): เครื่องจักรใหม่ช่วยขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น 2–4 เท่า ต่อยอดผลิตเฟอร์นิเจอร์รองรับกลุ่ม Interior, Care และกลุ่ม Luxury / High-end Residential เช่น โครงการบ้านหรูในภูเก็ต
เหตุผลในการสร้างโรงงานแห่งใหม่
ยอดขายสินค้าที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้กำลังการผลิตในโรงงานเดิมไม่เพียงพอรองรับกับความต้องการ ผู้บริหารจึงต้องการขยายโรงงาน ซึ่งโรงงานใหม่ตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 6 ไร่ โดยใช้เงินลงทุนสร้างโรงงานและเครื่องจักรใหม่ประมาณ 140 ล้านบาท จากเงินที่ระดมทุนผ่าน IPO ซึ่งเครื่องจักรและพื้นที่โรงงานใหม่จะช่วยขยายกำลังการผลิตรองรับความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้นถึง 2–4 เท่าตัว รวมทั้งโรงงานใหม่ยังทำให้บริษัทสามารถขยายไลน์สินค้าได้มากขึ้นจากเครื่องจักรที่มีความทันสมัย
สัญญาณผลประกอบการและโครงการสำคัญ
แม้ผลประกอบการครึ่งปีแรกจะชะลอตัวตามภาพรวมอุตสาหกรรม แต่บริษัทไม่เคยมีประวัติขาดทุน และมั่นใจว่าครึ่งปีหลังตัวเลขจะฟื้นตัวดีกว่าครึ่งปีแรก มี Backlog งานสำคัญ เช่น งานกั้นผนังของ Impact Challenger Hall มูลค่าสัญญาเกิน 20 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะรับรู้รายได้ในปี 2569 ประมาณ 90% และอยู่ระหว่างการเข้าประมูลงานในกลุ่ม Data Center และ AI Data Center
กลยุทธ์ในการขยายสาขา
เพื่อแก้จุดอ่อนการกระจุกตัวในภาคกลาง เนื่องจากปัจจุบันการขายกระจุกตัวอยู่เฉพาะในเขตภาคกลางและกรุงเทพฯ และพึ่งพาผู้รับเหมาหลักรายใหญ่เกือบทั้งหมด ดังนั้นการขยายสาขาจะทำให้เข้าถึงผู้รับเหมาท้องถิ่น (Local Contractors) เป็นช่องทางให้สถาปนิกและผู้รับเหมาท้องถิ่นในต่างจังหวัดเข้าถึงและรู้จักผลิตภัณฑ์ของบริษัทได้โดยตรง และยังสร้างอัตรากำไร (Margin) ที่สูงกว่า เนื่องจากผู้รับเหมาท้องถิ่นมีอำนาจต่อรองน้อยกว่าผู้รับเหมาหลักรายใหญ่ในกรุงเทพฯ ทำให้บริษัทสามารถทำอัตรากำไรได้ดีกว่า
เป้าหมายธุรกิจภายใต้โครงการ Jump+
ตามแผนธุรกิจ 3 ปี (ปี 2569–2571) ของ Panel ภายใต้โครงการ Jump+ วางโครงสร้างการเติบโตผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่
1. การเพิ่ม Topline (รายได้) โดยวางแนวทางการดำเนินงาน ผ่านการขยายช่องทางการขายใหม่ๆ การเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และการนำเสนอรูปแบบการขายแบบใหม่ และตั้งเป้ารายได้ในปี 2570 ให้ได้ไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาท และในปี 2571 ให้ได้ไม่น้อยกว่า 400 ล้านบาท
2. การเพิ่มประสิทธิภาพของโรงงานแห่งใหม่ โดยการเพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพของโรงงานรวมถึงเครื่องจักรใหม่มาใช้งานอย่างเต็มที่ เพื่อยกระดับอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) จากระดับปัจจุบันที่ประมาณ 34% ให้เพิ่มขึ้นเป็น 36% ในปี 2570 และปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องในปี 2571
3. การลดค่าใช้จ่าย SG&A (ค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหาร) บริษัทจะควบคุมและลดค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหาร เพื่อส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิสูงขึ้น โดยตั้งเป้าอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ในปี 2570 ไว้ที่ประมาณ 11–12% และขยับขึ้นแตะระดับ 15% ในปี 2571
ทำให้มั่นใจว่า ภาพรวมการเติบโตในปี 2569 อาจโตแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่จะเติบโตขึ้นอย่างแน่นอนและเร่งตัวขึ้นตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป