กระดานข่าว

STECH งบ Q2/69 ฉุดไม่อยู่กำไรพุ่ง 160% ครึ่งปีแรกโกย 157 ลบ. เหตุบริหารจัดการราคาขายและต้นทุนมีประสิทธิภาพ


19 สิงหาคม 2569

STECH_นายเจษฎ์กรณ์ มงคลศรีสวัสดิ.jpg

STECH ผู้ผลิตคอนกรีตอัดแรงรายใหญ่ โชว์กำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 ทะยานกว่า 160% ที่ 71.98 ล้านบาท ครึ่งปีแรกทำได้ 157.91 ล้านบาท ด้านรายได้โตไม่หยุดทั้งไตรมาส 2 และ ครึ่งปีแรก 14.12%  และ 12.52% ตามลำดับ ทั้งจากธุรกิจการขายและบริการที่รับรู้รายได้แบ็กล็อกต่อเนื่อง และจากธุรกิจก่อสร้างงานโครงการกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ชี้อัตรากำไรสุทธิขยับขึ้นเป็น 11.57% ผลจากการบริหารจัดการราคาขาย-ต้นทุนได้มีประสิทธิภาพ พร้อมชำระคืนเงินกู้สถาบันการเงิน ยิ่งหนุนตัวเลขทางการเงินแข็งแกร่ง มั่นใจปีนี้โตต่อจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการขยายตัวภาคอุตสาหกรรม 

นายเจษฎ์กรณ์ มงคลศรีสวัสดิ กรรมการผู้จัดการ สายงานการตลาดและการขาย บริษัท สยามเทคนิคคอนกรีต จำกัด (มหาชน) หรือ STECH ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์คอนกรีตอัดแรงภายใต้เครื่องหมายการค้า “STEC” อาทิ เสาเข็ม เสาไฟฟ้า พร้อมให้บริการขนส่ง ตอกเสาเข็ม และรับเหมาก่อสร้าง เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของบริษัทเติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี ไตรมาส 2/2569 มีรายได้ 617.49 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.12% จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่ 541.10 ล้านบาท มีปัจจัยสนับสนุนทั้งจากรายได้จากการขายและบริการที่เติบโตต่อเนื่อง 611.33 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 70.23 ล้านบาท หรือ 12.98% เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน เช่นเดียวกับมีรายได้งานก่อสร้างโครงการสำรวจ ออกแบบ เตรียมการก่อสร้าง และตอกเสาเข็มโรงงานในเขตนิคมอุตสาหกรรมเอเชีย (สุวรรณภูมิ) จำนวน 6.16 ล้านบาท เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่ไม่มีรายได้จากส่วนนี้ 

ขณะที่กำไรสุทธิ ไตรมาส 2/2569 ทำได้ 71.98 ล้านบาท เติบโตแบบก้าวกระโดดมากถึง 160.89% จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่ทำไว้ 27.59 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 0.10 บาทต่อหุ้น เดิม 0.04 บาทต่อหุ้น จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้บริษัทฯ จะมีค่าใช้จ่ายในการบริหารสูงขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของประมาณการหนี้สินค่าอากรที่นำเข้าสินค้าเหล็กลดคาร์บอนสูงขึ้นก็ตาม ประกอบกับบริษัทมีการชำระคืนเงินกู้ยืมระยะยาวจากสถาบันการเงิน สะท้อนให้เห็นประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุนได้มีประสิทธิภาพ 

งบครึ่งปีแรก 2569 บริษัทฯ มีรายได้ 1,351.71 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.52% จากงวดเดียวกันของปีก่อน 1,201.27 ล้านบาท เนื่องจากมีรายได้จากการขายและบริการจากการทยอยส่งมอบงานและรับรู้รายได้ตามยอดคำสั่งซื้อในมือ (Backlog) ที่เพิ่มขึ้น จำนวน 1,326.29 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 125.02 ล้านบาท หรือ 10.41% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ประกอบกับมีรายได้จากงานก่อสร้างโครงการในนิคมอุตสาหกรรมเอเชีย (สุวรรณภูมิ) ที่ปีก่อนหน้าไม่มีการรับรู้รายได้จากส่วนนี้

สำหรับกำไรสุทธิครึ่งปีแรก อยู่ที่ 157.91 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56.91% จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่ทำไว้ 100.64 ล้านบาท ขณะที่กำไรขั้นต้นจากการขายและบริการ 318.24 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.04% มีสาเหตุหลักจากการบริหารจัดการราคาขายและต้นทุนที่มีประสิทธิภาพของบริษัทได้มากขึ้น ขณะที่ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างมีกำไรขั้นต้น 8.94 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้นที่ระดับ 35.17% ส่งผลให้กำไรขั้นต้นจากการดำเนินงานโดยรวมเพิ่มขึ้น 70.61 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นสูงถึง 27.52% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน สะท้อนให้เห็นว่าการต่อยอดธุรกิจของบริษัทฯ ช่วยสนับสนุนการเติบโตและเพิ่มความสามารถในการทำกำไรของบริษัทได้จริง

ทั้งนี้ ส่งผลให้ครึ่งปีแรก บริษัทฯ มีกำไรสุทธิต่อหุ้นที่ระดับ 0.22 บาท เดิม 0.14  บาท เทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีอัตรากำไรสุทธิขยับขึ้นเป็น 11.57% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 8.33%

อย่างไรก็ดี ฐานะการเงินยังคงอยู่ในระดับแข็งแกร่ง โดยมีอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ที่ 18.69% เพิ่มขึ้นจาก 13.02% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ด้านอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ลดลงเหลือ 0.93 เท่า จากเดิม 1.03 เท่า เพราะบริษัทได้ทยอยชำระคืนเงินกู้ระยะยาวจากสถาบันการเงินอีกทั้งทิศทางดอกเบี้ยลดลงในปีนี้ แสดงให้เห็นว่าบริษัทฯ มีความสามารถในการบริหารโครงสร้างทางการเงินและช่วยเสริมความแข็งแกร่งของฐานะทางการเงินที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไรในระยะยาวและสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้นได้อย่างต่อเนื่อง  

นายเจษฎ์กรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวโน้มธุรกิจในช่วงที่เหลือครึ่งหลังของปี 2569 บริษัทฯ ยังมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง ทั้งจากนโยบายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม และความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์คอนกรีตอัดแรงในโครงการก่อสร้างและสาธารณูปโภคที่เพิ่มขึ้น โดยบริษัทฯ ยังมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ควบคู่กับการบริหารต้นทุนและสภาพคล่องอย่างรอบคอบ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาวต่อไป