สินทรัพย์ดิจิทัล/ทองคำ

Right Shift แนะ นักลงทุนไทยเก็บบิตคอยน์อย่างมั่นใจ


14 สิงหาคม 2569

301201.png

เร็วๆ นี้ชาวไทยได้รับรู้สองข่าวใหญ่ที่กระทบความมั่นใจในการเป็นเจ้าของบิตคอยน์ (Bitcoin : BTC) ทั้งจากกรณีที่ ก.ล.ต. กล่าวโทษบริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด (Bitkub) และหลังจากนั้นเพียงไม่นานก็เกิดเหตุการณ์โจมตีช่องโหว่ของฮาร์ดแวร์วอลเล็ต (hardware wallet) แบรนด์ COLDCARD สร้างความเสียหายที่ได้รับการยืนยันแล้วมากกว่า 1,700 BTC (มูลค่ากว่า 3.6 พันล้านบาท)

แม้ทั้งสองข่าวไม่ได้ส่งผลกระทบใดๆ ต่อพื้นฐาน ความแข็งแกร่ง และมูลค่าของบิตคอยน์เลย แต่ก็นำไปสู่ความไม่สบายใจในหมู่นักลงทุน เราอาจเชื่อมั่นว่าบิตคอยน์จะมีมูลค่าสูงขึ้นในระยะยาว แต่ว่าเราจะถือมันอย่างปลอดภัยให้ตลอดรอดฝั่งได้อย่างไร?

หากคุณลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ อยู่แล้ว คุณสามารถถือหน่วยลงทุน Bitcoin ETF ได้

ปัจจุบันมีหลายแอปพลิเคชันที่ช่วยให้คนไทยลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้โดยตรง นั่นรวมถึงหน่วย ของกองทุนที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ หรือ ETF ด้วย โดย Spot Bitcoin ETF เปิดให้ซื้อขายในตลาดหุ้น สหรัฐฯ มาตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2567 และประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทุน IBIT ที่ออกโดยบริษัทบริหารสินทรัพย์อันดับ 1 ของโลกอย่าง BlackRock ที่นับว่าเป็น ETF ที่ประสบความสำเร็จ ในการเปิดตัวที่สุดเท่าที่เคยมีมา นอกจากนี้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ยักษ์ใหญ่อีกหลายรายก็มี Bitcoin ETF เป็นของตัวเองเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น FBTC ของ Fidelity หรือ GBTC ของ Grayscale

เบื้องหลังคือกองทุน ETF เหล่านี้จะนำเงินของลูกค้าไปซื้อบิตคอยน์สะสมไว้จริง ส่งผลให้ราคา ซื้อขายของหน่วยลงทุน ETF มีการปรับตัวขึ้นลงสอดคล้องกับทิศทางราคาบิตคอยน์ และในขณะเดียวกัน นักลงทุนก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องการเก็บรักษาบิตคอยน์เองเลย

ข้อเสียของวิธีนี้คือหากคุณต้องการอัพเกรดไปสู่การถือบิตคอยน์เอง นักลงทุนรายย่อยจำเป็นต้อง ขายหน่วยลงทุนเป็นเงินดอลลาร์ เปลี่ยนเป็นเงินบาทถอนเข้าบัญชีธนาคารไทยก่อนจะนำไปซื้อบิตคอยน์ ด้วยวิธีการอื่นซึ่งมีความยุ่งยาก ค่าใช้จ่ายในการแลกเปลี่ยน และอาจมีภาระทางภาษีเกิดขึ้นระหว่าง กระบวนการ นั่นคือนอกจากราคาแล้วคุณก็ไม่ได้รับประโยชน์รูปแบบอื่นจากบิตคอยน์เลย

หากคุณลงทุนในตลาดคริปโทฯ อยู่แล้ว คุณสามารถถือบิตคอยน์บนแพลตฟอร์มได้

การซื้อและถือบิตคอยน์ไว้ในแพลตฟอร์มเป็นวิธีที่สะดวกสบายและเป็นจุดเริ่มต้นของมือใหม่ส่วนใหญ่ แม้จะมีเหตุการณ์ที่กระทบความเชื่อมั่นต่อผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลอยู่เป็นระยะทั้งในประเทศและ ต่างประเทศ แต่ด้วยหลักเกณฑ์ซึ่งกำกับดูแลโดย ก.ล.ต. ก็ทำให้นักลงทุนไทยสามารถมั่นใจกับ แพลตฟอร์มไทยได้มากว่าแพลตฟอร์มต่างประเทศ

อย่างไรก็ตามนักลงทุนยังคงต้องระมัดระวังตัวเองอย่างดี เพราะนักลงทุนคริปโทฯ มักตกเป็นเป้า โจมตีดักขโมยรหัสผ่านเพื่อสวมรอยเป็นเจ้าของบัญชีเข้าไปส่งคำสั่งในแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็นการสั่งถอน เพื่อดึงสินทรัพย์ออกจากบัญชีโดยตรง หรือส่งคำสั่งซื้อขายเพื่อผ่องถ่ายมูลค่าทรัพย์สินไปสู่บัญชีของ ผู้ใช้งานรายอื่น กรณีลักษณะนี้มักถูกพิจารณาว่าเป็นความผิดพลาดของผู้ใช้ (user error) ที่ปล่อยปละ ให้ผู้อื่นสวมรอยเข้ามาส่งคำสั่งในนามของตนเองซึ่งเป็นกรณีที่อยู่นอกขอบเขตการชดเชยเยียวยาจากผู้ให้บริการ

และบิตคอยน์ที่อยู่ในแพลตฟอร์มยังมีข้อจำกัดเพิ่มเติม อย่างเช่นค่าธรรมเนียมถอนสินทรัพย์ ดิจิทัลที่สูงกว่าค่าใช้จ่ายจริงในการทำธุรกรรมบนเครือข่ายบล็อกเชน ต้องมีการยืนยันตัวตนเพิ่มเติม และอาจจะมีเพดานการถอนที่ทำให้หลายๆ คนมองว่ามีอิสระในการใช้งานลดลง

หากคุณให้ความสำคัญกับอิสระในการใช้งานบิตคอยน์หรือต้องการถือบิตคอยน์ระยะยาว คุณก็สามารถถือเองได้

เช่นเดียวกับที่เราสามารถเก็บทองคำเป็นแท่งไว้ที่บ้าน เราก็สามารถถอนบิตคอยน์ออกจาก แพลตฟอร์มมาเก็บรักษาเองเช่นกัน แต่กลไกความเป็นเจ้าของสิ่งที่จับต้องไม่ได้อย่างบิตคอยน์นั้นไม่ เหมือนกับวัตถุที่จับต้องได้อย่างทองคำ

เมื่อคุณเป็นเจ้าของบิตคอยน์ บิตคอยน์ไม่ได้อยู่ในคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน หรืออุปกรณ์เก็บข้อมูล ใด ๆ ที่เราถือไว้กับตัว แต่หน่วยของบิตคอยน์นั้นมีตัวตนอยู่บนระบบบัญชีสาธารณะที่เรียกว่าบล็อกเชน (blockchain) เพื่อเป็นเจ้าของบิตคอยน์คุณจะต้องสุ่มตัวเลขขึ้นมาตัวหนึ่งซึ่งใหญ่มากจนเป็นไปไม่ ได้ในทางสถิติที่จะมีใครสุ่มได้ซ้ำกับคุณ ใช้เลขนั้นเป็นกุญแจส่วนตัว หรือไพรเวทคีย์ (private key) ซึ่งนำไปคำนวณต่อเพื่อหาที่อยู่สำหรับรับบิตคอยน์ หรือแอดเดรส (address) ที่คู่กัน เมื่อผู้อื่นส่งบิตคอยน์ ไปล็อคไว้ที่แอดเดรสของคุณ

คุณคือคนเดียวที่สามารถปลดล็อคนั้นได้ด้วยการใช้ไพรเวทคีย์ที่คุณเก็บไว้เป็นความลับ คล้ายแม่กุญแจและลูกกุญแจ

จะเห็นได้ว่า ระบบบิตคอยน์ไม่สนว่าใครเป็นใคร ขอแค่มีกุญแจที่ถูกต้องก็สามารถปลดล็อค บิตคอยน์ออกมาใช้งานได้ ดังนั้น ความปลอดภัยของบิตคอยน์ของคุณจึงขึ้นกับการเก็บรักษาไพรเวทคีย์ ของคุณ หากมีผู้อื่นขโมยหรือแอบปั๊มลูกกุญแจของคุณไปได้ เขาก็จะสามารถไขแม่กุญแจแล้วเอาบิตคอยน์ ไปได้

ปัจจุบันเทคนิคในการเป็นเจ้าของบิตคอยน์พัฒนาไปจากคอนเซปต์ดั้งเดิมที่อธิบายไว้ข้างต้น แต่ความซับซ้อนทั้งหลายจะถูกบริหารจัดการโดยกระเป๋าบิตคอยน์หรือวอลเล็ต (wallet) ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ได้เก็บรักษาบิตคอยน์แต่เก็บรักษาไพรเวทคีย์ให้กับเรา ผู้ที่จริงจังกับการเก็บรักษา บิตคอยน์จึงนิยมหาซื้ออุปกรณ์เฉพาะทางที่เรียกว่า ฮาร์ดแวร์วอลเล็ต (Hardware Wallet) มาใช้งาน ซึ่งมีความปลอดภัยมากกว่าเพราะมันจะเก็บไพรเวทคีย์ของเราไว้ในพื้นที่ที่ห่างจากอินเทอร์เน็ต

กรณีของ COLDCARD เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นความผิดพลาดของ ซอฟต์แวร์ที่ทำให้ตัวเลขสุ่มซึ่งควรจะใหญ่มหาศาลจนไม่สามารถสุ่มซ้ำกันได้ถูกตีกรอบความเป็นไปได้ลงเหลือเพียงหยิบมือทำให้ผู้โจมตีสามารถไล่สำรวจความเป็นไปได้ต่าง ๆ ได้ ปัญหาครั้งนี้เป็นช่องโหว่เฉพาะ ตัวที่เกิดขึ้นกับอุปกรณ์แบรนด์นี้เท่านั้นไม่ได้ลุกลามไปยังฮาร์ดแวร์วอลเล็ตแบรนด์อื่น ในท้องตลาดยังมี ฮาร์ดแวร์วอลเล็ตแบรนด์อื่นอีกมากมายที่ได้รับความนิยมและไม่เคยถูกโจมตีด้วยช่องโหว่ลักษณะนี้ไม่ว่าจะเป็น Trezor, Ledger, Blockstream Jade หรือ OneKey ส่วนฝั่งผู้ใช้งานเองก็เริ่มมีพูดถึงแนวปฏิบัติที่จะ ตัดการพึ่งพาเลขสุ่มจากตัวอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์วอลเล็ตไม่ว่าจะเป็นการสร้างเลขสุ่มเองด้วยการทอยลูกเต๋า หรือการใช้ฮาร์ดแวร์วอลเล็ตหลายรุ่นหลายแบรนด์ร่วมกันเพื่อสร้างกระเป๋าที่มีความปลอดภัยมากขึ้น

แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือการเก็บรักษาบิตคอยน์เองนั้นมาพร้อมกับความรับผิดชอบในระดับสูงที่สุด มันให้อิสระที่เราจะเก็บรักษา พกพา หรือโอนไปที่ใดก็ได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องธรรมาภิบาลของผู้ให้บริการ แพลตฟอร์มหรือการแทรกแซงของหน่วยงานกำกับดูแล แต่ในขณะเดียวกันหากมีความผิดพลาดเกิดขึ้น ระบบบิตคอยน์ไม่มีแผนกบริการลูกค้าให้โทรไปร้องเรียนและไม่มีมาตรการเยียวยาใดๆ ทั้งสิ้น

หากคุณเริ่มมองไปไกลกว่าช่วงชีวิตตัวเอง บางทีคุณอาจต้องการผู้ช่วย

หากคุณพยายามใช้ฟีเจอร์ขั้นสูงของวอลเล็ตเพื่อเพิ่มความปลอดภัย ความยุ่งยากซับซ้อนก็จะยิ่ง มากขึ้น ตัวคุณเองอาจสามารถรับมือเรื่องนั้นได้ แต่ทายาทที่คุณอยากส่งต่อมรดกให้อาจไม่มี ความสามารถระดับนั้น จึงมีบริการหลายแห่งที่เสนอทางออกด้วยการเป็นผู้ช่วยในกระบวนการถือครอง บิตคอยน์ให้กับลูกค้าโดยที่ไม่ใช่การฝากไว้กับผู้ให้บริการเหมือนการฝากบิตคอยน์ไว้ในแพลตฟอร์ม แต่คือการให้บริการวอลเล็ตแบบพิเศษที่ใช้กุญแจหลายดอกร่วมกัน (multisig) โดยทางผู้ให้บริการจะถือ กุญแจสำรองบางส่วนไว้ซึ่งไม่เพียงพอที่จะโอนเงินของลูกค้าออก แต่ทำหน้าที่รอส่งมอบกุญแจต่อให้ ทายาทหรือให้ความร่วมมือในการโอนบิตคอยน์ต่อให้กับทายาทในวันที่คุณไม่สามารถบริหารจัดการบิตคอยน์ของตัวเองได้อีกต่อไป

บริการแบบนี้มักคิดค่าบริการเป็นรายปี และมีรูปแบบบริการที่แตกต่างกันในรายละเอียดแล้วแต่ว่า ผู้ให้บริการจะออกแบบให้แต่ละแพ็คเกจมีบริการเสริมอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นจำนวนคีย์ที่ถือให้, การช่วยสำรองข้อมูลสำคัญ, ความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญในการเปิดใช้งานวอลเล็ต สายด่วนช่วยเหลือฉุกเฉิน หรือความร่วมมือทางกฎหมายเมื่อบิตคอยน์จำนวนนั้นเข้าสู่กระบวนการ ส่งต่อมรดก ยกตัวอย่างบริการเหล่านี้ในต่างประเทศเช่น Casa และ Nunchuk Wallet แต่หากต้องการ บริการที่เป็นภาษาไทย สามารถติดตามบริการของ Mebit ซึ่งจะเปิดให้บริการเร็ว ๆ นี้

เหนือสิ่งอื่นใดคือลูกค้าควรที่จะต้องเข้าใจรูปแบบการทำงานของเทคโนโลยีเบื้องหลังบริการแบบนี้ก่อนที่จะใช้งาน มันคือบริการที่ออกแบบมาสำหรับคนที่ต้องการจะถือบิตคอยน์เองโดยมีผู้ช่วยคอยระวัง หลังให้ ไม่ใช่บริการสำหรับผู้ที่ต้องการฝากบิตคอยน์ไว้กับคนอื่น

สุดท้าย - ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการถือบิตคอยน์ให้ตลอดรอดฝั่ง

ผมมักพูดว่าไม่มีวิธีการเก็บบิตคอยน์วิธีไหนที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน เพราะเงื่อนไขชีวิตของแต่ละคน ไม่เหมือนกัน ทักษะความรู้ไม่เท่ากัน มีความเสี่ยงคนละแบบ ดังนั้นหน้าที่ของแต่ละคนคือการเข้าใจตัวเอง และเข้าใจข้อจำกัดของเทคโนโลยีนี้ เพื่อที่จะสามารถเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตัวเองได้

ไม่ว่าคุณจะนิยามตัวเองว่าเป็นนักลงทุน เป็นนักเทรด เป็นคนธรรมดาที่ทำงานเก็บออม หรือเป็นบิตคอยเนอร์ คุณสามารถค้นพบวิธีการเก็บรักษาบิตคอยน์ที่เหมาะสมกับตัวเองได้ในงานสัมนา BITCOIN THAILAND CONFERENCE 2026 ภายในงานพบกับวิทยากรผู้เชี่ยวชาญและหัวข้อความรู้ มากมายที่คัดสรรมาสำหรับผู้ฟังทุกกลุ่ม ไม่ว่าคุณจะอยู่ในแวดวงสินทรัพย์ดิจิทัลมานานแล้วหรือเพิ่งรู้จัก บิตคอยน์ นอกจากหัวข้อเกี่ยวกับการเก็บรักษาบิตคอยน์แล้วยังครอบคลุมหัวข้ออื่น ๆ ที่น่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงจากควอนตัมคอมพิวเตอร์ สงครามพลังงาน ท่าทีของรัฐบาล การยอมรับของภาค การเงินดั้งเดิม ประโยชน์ใช้สอยในเศรษฐกิจรากหญ้า ไปจนถึงบทบาทของบิตคอยน์ในเศรษฐกิจที่ ขับเคลื่อนด้วยเอเจนต์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และประเด็นอื่นๆ ที่เจาะลึกยึ่งกว่านั้น

BITCOIN THAILAND CONFERENCE 2026 จัดขึ้นที่ Samyan Mitrtown Hall ห้างสรรพสินค้าสามย่านมิตรทาวน์ วันเสาร์ที่ 28 - วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569 นี้ จำหน่ายบัตรแล้วที่เว็บไซต์ bitcointhailand.co

ขอให้ทุกคนพบวิธีการเก็บรักษาบิตคอยน์ที่เหมาะสมกับตัวเองและร่วมเดินทางเคียงคู่กับบิตคอยน์ไปตราบนานเท่านาน แล้วพบกันในงาน BITCOIN THAILAND CONFERENCE 2026 นะครับ