คปภ. เดินหน้าความร่วมมือประกันภัยไทย - รัสเซีย แลกเปลี่ยนแนวทางกำกับยุคดิจิทัล

นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูง สำนักงาน คปภ. ได้เข้าร่วมการประชุมหารือ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านประกันภัยระหว่างประเทศไทยและรัสเซีย ระหว่างวันที่ 13–16 กรกฎาคม 2569 ณ สหพันธรัฐรัสเซีย ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ และเปิดโอกาสให้ประเทศไทยได้ศึกษาแนวทางกำกับดูแลและนวัตกรรมที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมประกันภัยไทย
ในการหารือกับ Bank of Russia คณะผู้แทนสำนักงาน คปภ. ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการกำกับดูแลบนพื้นฐานความเสี่ยง (Risk-based Supervision) การดำรงเงินกองทุน การบริหารความเสี่ยงจากภัยพิบัติและความเสี่ยงขนาดใหญ่ ตลอดจนการใช้ฐานข้อมูลกลาง เทคโนโลยี SupTech และ Predictive Model ในการติดตามและคาดการณ์ฐานะทางการเงินและระดับความเสี่ยงของบริษัทประกันภัยล่วงหน้า ซึ่งเป็นองค์ความรู้สำคัญต่อการพัฒนาแนวทางกำกับดูแลเชิงรุกของสำนักงาน คปภ.
อีกประเด็นที่มีความสำคัญ คือการพัฒนาฐานข้อมูลประกันภัยแบบรวมศูนย์ของรัสเซีย ซึ่งเชื่อมโยงข้อมูลรายกรมธรรม์กับฐานข้อมูลภาครัฐ และนำมาใช้ทั้งในการกำกับดูแล การประเมินความเสี่ยง การตรวจสอบความซ้ำซ้อน และการป้องกันการฉ้อฉล แนวทางดังกล่าวสามารถนำมาศึกษาเพื่อสนับสนุนการพัฒนา Data-driven Supervision ของไทย ให้สามารถตรวจจับและป้องกันความเสี่ยงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ในการนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือถึงโอกาสในการพัฒนาระบบประกันภัยสำหรับนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียในประเทศไทย การเชื่อมโยงเครือข่ายบริการสุขภาพ และบริการทางการแพทย์แบบไม่ต้องสำรองจ่าย (Cashless Medical Services) ซึ่งหากสามารถพัฒนาได้อย่างเป็นรูปธรรม จะช่วยเพิ่มความสะดวกแก่ผู้เอาประกันภัย สนับสนุนการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ และส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศ
สำหรับการหารือกับ Russian Association of Motor Insurers (RAMI) สำนักงาน คปภ. ได้ศึกษาโครงสร้างการบริหารระบบประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับของรัสเซีย ทั้งการบริหารกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย การเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างบริษัทประกันภัย และการใช้ข้อมูลเพื่อตรวจจับพฤติกรรมการฉ้อฉล เช่น การจัดฉากอุบัติเหตุแบบ Real-Time ซึ่งสามารถนำมาเป็นข้อมูลประกอบการพัฒนาระบบประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับของประเทศไทย
นอกจากนี้ ยังได้ศึกษาแนวทางการกำหนดเบี้ยประกันภัยที่สะท้อนความเสี่ยงรายบุคคล โดยพิจารณาจากประวัติการขับขี่และการเรียกร้องค่าสินไหม อายุและประสบการณ์ผู้ขับขี่ พื้นที่จดทะเบียนรถ และลักษณะการใช้รถ ซึ่งช่วยให้การกำหนดเบี้ยมีความเหมาะสมกับความเสี่ยงมากขึ้น พร้อมสร้างแรงจูงใจให้เกิดพฤติกรรมการขับขี่ที่ปลอดภัย องค์ความรู้จาก RAMI จึงเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบประกันภัยรถยนต์ของไทย ทั้งในด้านการกำหนดเบี้ยที่เป็นธรรม การลดการฉ้อฉล การใช้ข้อมูลร่วมกัน และการพัฒนากระบวนการเรียกร้องค่าสินไหมให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดจะช่วยให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองและบริการที่ดีขึ้น
เลขาธิการ คปภ. กล่าวว่า “การเดินทางเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ มุ่งนำองค์ความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับกลับมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมต่อระบบประกันภัยไทย โดยเฉพาะการยกระดับการกำกับดูแลด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี การพัฒนาประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับและการป้องกันการฉ้อฉล การเพิ่มศักยภาพในการรองรับความเสี่ยงขนาดใหญ่ รวมถึงการเตรียมความพร้อมของระบบประกันสุขภาพต่อเทคโนโลยีการแพทย์รูปแบบใหม่ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ ให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองที่มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และเท่าทันต่อความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างยั่งยืน”