ธุรกิจประกันชีวิตแกร่ง 6 เดือนโต 4.57% มั่นใจปีนี้โตตามเป้า 2.5-3.5% เบี้ยแตะ 7 แสนลบ.

สมาคมประกันชีวิตไทย ชี้ธุรกิจโตตามเป้าครึ่งปีแรก แตะ 4.57% มั่นใจปีนี้ขยายตัวตามเป้า 2.5-3.5% เบี้ยประกันแตะ 7 แสนล้านบาท ตามเทรนด์ดูแลสุขภาพ–สังคมสูงวัย หนุนความต้องการประกันชีวิต แม้เศรษฐกิจโลกยังเปราะบาง และที่ประชุมสมาคมประกันชีวิตไทย มีมติเอกฉันท์เลือก “นุสรา” ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมฯต่ออีก1 สมัย
นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า ในช่วงเดือนมกราคม –มิถุนายน 2569 ธุรกิจประกันชีวิตมีเบี้ยประกันภัยรับรวม (Total Premium) จำนวน 341,522.85 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 4.57% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ประกอบด้วยเบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ (New Business Premium) จำนวน 93,739.94 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตลดลง 1.22% และเบี้ยประกันภัยรับปีต่อไป (Renewal Premium) จำนวน 247,782.91 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 6.94% โดยมีอัตราความคงอยู่ของกรมธรรม์อยู่ที่ 84%
สำหรับเบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ แบ่งเป็นเบี้ยประกันภัยรับปีแรก จำนวน 68,011.56 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 8.10% และเบี้ยประกันภัยจ่ายครั้งเดียวจำนวน 25,728.38 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตลดลง 19.54%
เมื่อพิจารณาตามช่องทางการจำหน่าย พบว่าช่องทางตัวแทนประกันชีวิต (Agency) ยังคงเป็นช่องทางหลักของธุรกิจ โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดคิดเป็นสัดส่วน 48.23% ขณะที่ช่องทางธนาคาร (Bancassurance) มีส่วนแบ่งทางการตลาด 41.02% นายหน้าประกันชีวิต (Broker) มีส่วนแบ่งทางการตลาด 5.96% ช่องทางดิจิทัล (Digital) 0.39% การขายผ่านโทรศัพท์ (Telemarketing) 1.99% และช่องทางอื่น ๆ 2.42% ต่างมีการเติบโตตามพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป
ส่วนผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน โดยประชาชนไม่ได้เลือกซื้อประกันชีวิตเพียงเพื่อความคุ้มครองเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน แต่เริ่มให้ความสำคัญกับการวางแผนการเงินและการบริหารความเสี่ยงในระยะยาวมากขึ้น สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีการเติบโตโดดเด่น ได้แก่ สัญญาเพิ่มเติมประกันสุขภาพ ซึ่งมีเบี้ยประกันภัยรับ 63,643.08 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 3.96% สอดคล้องกับกระแสการดูแลสุขภาพของประชาชน ประกอบกับค่ารักษาพยาบาลที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ทำให้หลายครอบครัวให้ความสำคัญกับการวางแผนรองรับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพล่วงหน้า
ขณะเดียวกัน ประกันชีวิตแบบบำนาญ มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 6,720.12 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 7.67% จากการเตรียมความพร้อมด้านรายได้หลังเกษียณของประชาชนในสังคมสูงวัย ส่วน ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit-Linked) มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 27,477.26 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 41.55% สะท้อนความต้องการของผู้บริโภคที่มองหาโอกาสเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุนควบคู่กับความคุ้มครองชีวิต ภายใต้ระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงินของแต่ละบุคคล
“จากผลงานในครึ่งปีแรกที่อัตราการเติบโตของเบี้ยประกันชีวิตที่แตะ 4.57% คิดเป็นเม็ดเงิน 341,523 ล้านบาท ทำให้มั่นใจว่าการเติบโตปีนี้จะเป็นไปตามเป้าหมาย 2.5-3.5% และมียอดเบี้ยแตะ 700,000 ล้านบาทได้ เพราะธุรกิจประกันชีวิตยังได้รับแรงสนับสนุนจากปัจจัยเชิงโครงสร้างหลายด้าน ได้แก่ การเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ความตื่นตัวด้านสุขภาพของประชาชน การเพิ่มขึ้นของค่ารักษาพยาบาล การพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ที่ช่วยยกระดับประสบการณ์ของผู้เอาประกันภัย ตลอดจนมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐและสำนักงาน คปภ. ที่เอื้อต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการเข้าถึงการประกันชีวิตของประชาชน” นางสาวนุสรากล่าว
อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจยังต้องติดตามและบริหารจัดการปัจจัยเสี่ยงอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง กำลังซื้อที่เปราะบาง ภาระหนี้ครัวเรือน ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ตลอดจนปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นและการตัดสินใจทำประกันชีวิตของประชาชน ขณะเดียวกัน ทิศทางอัตราดอกเบี้ย การปฏิบัติตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน TFRS 17 และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ล้วนเป็นประเด็นท้าทายสำคัญที่ภาคธุรกิจและพันธมิตรต้องปรับตัวเชิงรุก นำเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงาน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันและรักษาเสถียรภาพของระบบประกันชีวิตไทยในระยะยาว
ขณะเดียวกันที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 ของสมาคมประกันชีวิตไทย มีมติเป็นเอกฉันท์เลือก นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมประกันชีวิตไทย ประจำปีบริหาร 2569–2571 (1 กรกฎาคม 2569 – 30 มิถุนายน 2571)
ซึ่งการได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมฯ อีกหนึ่งวาระ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของบริษัทสมาชิกที่มีต่อวิสัยทัศน์และบทบาทในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมประกันชีวิตไทย ตลอดจนการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างบริษัทสมาชิก หน่วยงานกำกับดูแล และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน