GGC ปรับโครงสร้างทุนล้างขาดทุนสะสม 1,200 ล้านบาท ปูทางคืนกำไรสู่ผู้ถือหุ้น ด้วยศักยภาพการเงินที่แข็งแกร่ง

บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC ผู้นำผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม ประกาศก้าวสำคัญในการเดินหน้าปรับโครงสร้างทุนผ่านการลดมูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (Par Value) เพื่อล้างขาดทุนสะสมทั้งหมดประมาณ 1,200 ล้านบาท ปูทางสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น ชูสถานะ “บริษัทปลอดหนี้” (Debt-Free) ที่พร้อมกลับมาเติบโตอย่างก้าวกระโดดด้วยยุทธศาสตร์ GGC Taking the Future มุ่งสู่เป้าหมาย EBITDA 1,200 ล้านบาท ภายในปี 2573
นายกฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC เปิดเผยว่า “เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางธุรกิจใหม่ที่มีความแข็งแกร่ง และมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่มั่นคง คณะกรรมการบริษัทฯ จึงมีมติเห็นชอบให้ดำเนินการปรับโครงสร้างทุนโดยการลดมูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (Par) จาก 9.50 บาท เป็น 8.00 บาท เพื่อนำมาชดเชยผลขาดทุนสะสมที่มีอยู่ทั้งหมดประมาณ 1,200 ล้านบาท”
“การดำเนินการในครั้งนี้ ถือเป็นการบริหารจัดการทางการเงินเชิงรุก (Financial Optimization) การล้างขาดทุนสะสมจะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมาย และทำให้ GGC สามารถกลับมาพิจารณาจ่ายเงินปันผลได้ทันทีเมื่อบริษัทฯ มีกำไรสุทธิ ซึ่งเราถือเป็นพันธกิจสำคัญในการสร้าง Value Creation คืนสู่ผู้ถือหุ้นที่เชื่อมั่นในบริษัทฯ มาโดยตลอด”
ยืนยันสถานะทางการเงินแกร่ง - ไม่กระทบสิทธิผู้ถือหุ้น เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ให้ความเห็นชอบให้บริษัทฯ ดำเนินการปรับโครงสร้างทุนโดยการลดมูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (Par) เสนอต่อที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น (E-EGM) เพื่อพิจารณาอนุมัติ ในวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ต่อไป ซึ่งบริษัทฯ ยืนยันว่าการลด Par ในครั้งนี้ เป็นเพียงรายการทางบัญชีที่ไม่มีการคืนทุนให้แก่ผู้ถือหุ้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลงจำนวนหุ้น โดยสินทรัพย์ สภาพคล่อง ส่วนของผู้ถือหุ้น และสิทธิการออกเสียงใดๆ ยังคงเดิม โดยบริษัทฯ ได้คำนึงถึงผลประโยชน์แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน สูงสุด และดำเนินการภายใต้หลักธรรมาภิบาลที่ดี โปร่งใส
การปรับโครงสร้างทุนในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมของ GGC สำหรับการเติบโตในระยะยาว ภายใต้ยุทธศาสตร์ “GGC Taking the Future” เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขัน สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ และเพิ่มความสามารถในการสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนแก่ผู้ถือหุ้นในอนาคต