Talk of The Town

จับประเด็น "ชี้ชะตา" 3 บริษัทย่อย CPALL ปมรื้อโครงสร้างรับ Virtual Bank


28 เมษายน 2569

จับประเด็น ชี้ชะตา_S2T (เว็บ)_0.jpg

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สั่นสะเทือนวงการตลาดทุนไทยอย่างยิ่ง เมื่อการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ถูกจับตามองเป็นพิเศษ หลังจากที่คณะกรรมการอิสระของ CPALL มีมติ "โหวตสวน" ไม่เห็นด้วยกับแผนการโอนย้าย 3 บริษัทย่อยสำคัญได้แก่ 

1. บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด

2. บริษัท ไทยสมาร์ทคาร์ด จำกัด 

3. บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) 

ให้ไปอยู่ภายใต้โครงสร้างธุรกิจทางการเงินของ บริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด (ACM Holding) ซึ่งเป็นหัวหอกในการจัดตั้งธนาคารไร้สาขา หรือ Virtual Bank ในเครือ Ascend Money ของกลุ่มซีพี เนื่องจากเสียงคัดทานจากกรรมการอิสระในวันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา 

ปัญหานี้สะท้อนถึงความกังวลว่าการแยกตัวของบริษัทย่อยเหล่านี้จะทำให้ CPALL สูญเสียความคล่องตัวในการดำเนินงาน กระทบต่อส่วนแบ่งรายได้ในระยะยาว และอาจนำไปสู่คำถามเรื่องความเป็นกลางในฐานะตัวแทนธนาคาร (Bank Agent) ที่ต้องรักษาความลับทางการค้าของคู่ค้าเป็นสำคัญ

ถึงแม้ นายศุภชัย เจียรวนนท์ ในฐานะรองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) จะรีบออกมาสยบกระแสความขัดแย้งผ่านแถลงการณ์เมื่อวันที่ 24 เมษายน โดยยืนยันชัดเจนว่าทางกลุ่มไม่มีนโยบายนำธุรกิจค้าปลีกไปควบรวมกับธุรกิจธนาคารตามที่มีความเข้าใจคลาดเคลื่อน แต่การปรับเปลี่ยนโครงสร้างครั้งนี้เป็นเพียงการบริหารจัดการใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับการชำระเงิน (Payment License) ให้สอดคล้องกับกฎเกณฑ์การกำกับดูแลเท่านั้น 

อย่างไรก็ตาม...การที่ นายศุภชัย เจียรวนนท์ ก้าวออกมาแสดงบทบาทนำในครั้งนี้ ทั้งที่ก่อนหน้าได้ประกาศวางมือจากตำแหน่งซีอีโอเครือซีพีเพื่อไปบริหาร Arise Ventures Group อย่างเต็มตัว ได้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการ "แยกร่างแต่ไม่แยกเกม" เพราะเขายังคงกุมบังเหียนเชิงกลยุทธ์และมีอำนาจตัดสินใจในฐานะรองประธานของทั้งฝั่งผู้ขายอย่าง CPALL และฝั่งผู้ซื้ออย่าง ACM Holding อย่างเหนียวแน่น

ประเด็นความทับซ้อนทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) นี้ถูกขยายความโดย นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่ให้ความเห็นผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างตรงไปตรงมาว่า แม้จะเป็นดีลภายในเครือเดียวกัน...แต่ในทางนิตินัยทั้ง CPALL และ CP AXTRA ต่างเป็นบริษัทมหาชนที่มีผู้ถือหุ้นรายย่อยร่วมด้วย 

โดยเฉพาะปมปัญหาเรื่องหนี้สินจำนวนมหาศาลหลักแสนล้านบาทที่ CPALL แบกรับมาจากการเข้าซื้อกิจการ Makro และ Lotus's ในอดีต ซึ่งหากมีการโยกธุรกิจที่มีมูลค่าสูงอย่าง CP AXTRA ออกไปแต่ยังคงภาระหนี้ไว้ที่เดิม ย่อมส่งผลกระทบต่อความมั่งคั่งและความเชื่อมั่นของผู้ถือหุ้นรายย่อยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

ประเด็นนี้สอดคล้องกับจุดยืนของธนาคารแห่งประเทศไทย โดย นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกมาย้ำถึง "กฎเหล็ก" ในการกำกับดูแล Virtual Bank ว่าผู้ขอใบอนุญาตต้องแยกธุรกิจทางการเงินออกจากธุรกิจภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) ให้ชัดเจน เพื่อป้องกันการให้สินเชื่อแก่บริษัทในเครืออย่างไม่เป็นธรรมหรือการใช้ข้อมูลลูกค้าข้ามธุรกิจเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน

แม้เกณฑ์ของ ธปท. จะเปิดช่องทางให้เลือกดำเนินการได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่การโอนย้ายธุรกิจบางส่วนไปจนถึงการยื่นเหตุผลความจำเป็นประกอบการพิจารณา 

แต่ด่านสำคัญที่ยากที่สุดในยามนี้คือการทำความเข้าใจกับผู้ถือหุ้น โดย ทริสเรทติ้ง ประเมินว่าธุรกรรมนี้มีความเป็นไปได้ค่อนข้างต่ำในทางปฏิบัติ เนื่องจากต้องได้รับคะแนนเสียงเห็นชอบไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียง โดยไม่นับรวมผู้ที่มีส่วนได้เสีย 

ดังนั้นบทสรุปในวันที่ 29 พฤษภาคมนี้ จึงเปรียบเสมือนบททดสอบความแข็งแกร่งของธรรมาภิบาลในเครือซีพี และเป็นบรรทัดฐานสำคัญของหน่วยงานกำกับดูแลทั้ง ธปท. และ กลต. ในการรักษาความสมดุลระหว่างการขยายอาณาจักรทางธุรกิจกับการปกป้องผลประโยชน์ของนักลงทุนรายย่อยท่ามกลางความผันผวนของโครงสร้างยักษ์ใหญ่ค้าปลีกไทยนั่นเอง