จับประเด็นหุ้นเด่น

รายงานพิเศษ : NER เข้าสู่ปีที่ 20 อย่างแข็งแกร่ง ปั้นธุรกิจเพิ่มมูลค่า-ครบวงจร ลุ้น EV ดันราคายางแตะ 60- 80 บาท


26 เมษายน 2569

NER  รายงานพิเศษ_S2T (เว็บ)_0.jpg

NER ก้าวเข้าสู่ปีที่ 20 ของการดำเนินธุรกิจอย่างแข็งแกร่ง วางกลยุทธ์ยกระดับธุรกิจจากผู้ผลิตยางพาราขั้นต้น สู่การเป็นผู้สร้างมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่อุตสาหกรรมอย่างครบวงจร  เน้นการเติบโตควบคู่ความยั่งยืน เชื่อปี 69 ราคายางธรรมชาติในปี 2569 จะเคลื่อนไหวในกรอบ 60–80 บาทต่อกิโลกรัม จากยอดขายรถยนต์ EV ที่มาแรง

บมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) หนึ่งในผู้ผลิตและจำหน่ายยางพาราแปรรูปรายใหญ่ของโลก มีฐานการผลิตหลักในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ซึ่งเป็นแหล่งวัตถุดิบสำคัญของประเทศ จุดแข็งของบริษัทฯ อยู่ที่ขนาดกำลังการผลิต ประสิทธิภาพด้านต้นทุน และความสามารถในการตอบสนองลูกค้าระดับสากลได้อย่างต่อเนื่อง

ภายใต้วิสัยทัศน์ “NER Creating Value Beyond Rubber” บริษัทฯ วางกลยุทธ์ยกระดับธุรกิจจากผู้ผลิตยางพาราขั้นต้น สู่การเป็นผู้สร้างมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่อุตสาหกรรมอย่างครบวงจร โดยเน้นการเติบโตควบคู่ความยั่งยืนในทุกมิติ

 “4Ds Strategy” โครงสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน  

NER ขับเคลื่อนองค์กรผ่านกรอบกลยุทธ์ “4Ds” ซึ่งครอบคลุมทั้งมิติธุรกิจและความยั่งยืน ได้แก่  สินค้าดี (Good Products) มุ่งพัฒนาและผลิตยางพาราคุณภาพสูงที่มีความหลากหลาย โดยใช้นวัตกรรมและการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันและมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว 

คู่ค้าดี (Good Partners) พัฒนาห่วงโซ่อุปทานที่โปร่งใส เป็นธรรม และมีความยืดหยุ่น สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าและลูกค้าในระดับโลก

สิ่งแวดล้อมดี (Good Environment)  ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในกระบวนการผลิต และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า รวมถึงการนำกลับมาใช้ใหม่ (Circular Economy) ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทาน

สังคมดี (Good Society)  ส่งเสริมคุณภาพชีวิต ความปลอดภัย และการมีส่วนร่วมของพนักงาน รวมถึงชุมชนโดยรอบ เพื่อสร้างการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน

กลยุทธ์บริหารความเสี่ยง “Matching Order” 

ในด้านการดำเนินธุรกิจ NER ใช้กลยุทธ์ “Matching Order” ในการบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของราคายางพารา โดยจับคู่ปริมาณการจัดซื้อวัตถุดิบกับปริมาณการขายสินค้าในช่วงเวลาเดียวกันการกำหนดราคาขายใช้แนวทาง Cost Plus Margin ควบคู่กับการอ้างอิงราคาจากตลาดล่วงหน้าระดับโลก ได้แก่ Singapore Commodity Exchange (SICOM) และ  Shanghai Futures Exchange (SHFE) โครงสร้างดังกล่าวช่วยให้บริษัทฯ สามารถควบคุมอัตรากำไรและรักษาเสถียรภาพทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน มีการกระจายรูปแบบการขายระหว่าง   สัญญาระยะยาว (Long-term Contract) เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคง และการขายแบบ Spot เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารตลาด

ปี 2569–2570 รุกต่างประเทศ-เพิ่ม High Margin

จากรากฐานกลยุทธ์ดังกล่าว NER เดินหน้าสู่เฟสการเติบโตใหม่ในช่วงปี 2569–2570 โดยเน้น 2 แกนหลัก ได้แก่ 1. การขยายตลาดต่างประเทศ มุ่งเจาะตลาดศักยภาพสูง เช่น อินเดียและจีน พร้อมทำสัญญาระยะยาวกับผู้ผลิตยางล้อรถยนต์ระดับโลก และขยายฐานลูกค้าใหม่ เพื่อสร้างรายได้ที่มีเสถียรภาพมากขึ้น และ 2. การเพิ่มสัดส่วนธุรกิจมูลค่าเพิ่ม (High Margin) ผลักดันผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ เช่น ยางผสมสูตรเฉพาะ (Mixture Rubber) และแผ่นปูรองปศุสัตว์ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีอัตรากำไรสูง และช่วยลดความผันผวนของธุรกิจในระยะยาว

เสริมกำลังผลิต รองรับดีมานด์ระยะยาว

ปัจจุบันบริษัทฯ อยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงงานแห่งที่ 3 ซึ่งจะเพิ่มกำลังการผลิตอีก 320,000 ตันต่อปี และดันกำลังการผลิตรวมสู่ระดับกว่า 835,600 ตันต่อปี ภายในปี 2570 รองรับคำสั่งซื้อที่เติบโตต่อเนื่อง และความต้องการใช้ยางในอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV)

บริหารต้นทุนและความเสี่ยง รักษาเสถียรภาพกำไร

ในด้านการดำเนินงาน NER ให้ความสำคัญกับการควบคุมต้นทุนและบริหารความเสี่ยง ผ่านกลยุทธ์ Matching และ Hedging เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของราคายางในตลาดโลกควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการใช้เทคโนโลยี เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว

ESG และ Net Zero ยกระดับความเชื่อมั่นนักลงทุน

บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบ ESG อย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการจัดอันดับความยั่งยืนระดับ AAA จาก SET ESG Ratings และติดอันดับ ESG100 ต่อเนื่องหลายปีพร้อมตั้งเป้าสู่การเป็นองค์กร Net Zero ผ่านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับวัตถุดิบ (Traceability) เพื่อรองรับข้อกำหนดของตลาดโลก

แนวโน้มอุตสาหกรรมยังเป็นบวกจากแรงหนุน EV

NER ประเมินว่าราคายางธรรมชาติในปี 2569 จะเคลื่อนไหวในกรอบ 60–80 บาทต่อกิโลกรัม โดยมีแรงสนับสนุนจากความต้องการใช้ยางในอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องปัจจัยดังกล่าวช่วยสนับสนุนการเติบโตของบริษัทฯ ในเชิงโครงสร้างระยะยาว

ก้าวสู่ 20 ปีแห่งการพัฒนา ต่อยอดสู่เฟสใหม่

ปี 2569 ยังเป็นปีที่ NER ก้าวเข้าสู่ปีที่ 20 ของการดำเนินธุรกิจ สะท้อนการพัฒนาจากผู้ประกอบการท้องถิ่น สู่ผู้ผลิตยางพาราระดับโลก อย่างไรก็ตาม จุดโฟกัสสำคัญในระยะถัดไป คือ การต่อยอดศักยภาพเดิม สู่การเติบโตในรูปแบบใหม่ที่เน้น “มูลค่า” มากกว่า “ปริมาณ”

NER