รายงานพิเศษ : SCC ส่งซิกผลงานฟื้น รับอานิสงส์ดีมานด์เพิ่ม-สเปรดพุ่ง ลุ้นหนุนกำไรปี 68 โตเด่น

บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) รับแรงหนุนรอบด้านทั้งราคาวัตถุดิบและตลาดโลก หนุนกำไรฟื้นตัวชัด โบรกปรับประมาณการขึ้นแรง พร้อมชี้หุ้นยังมีอัพไซด์
บล.ดาโอ วิเคราะห์สถานการณ์ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) โดยระบุว่า มีมุมมองเชิงบวกมากขึ้นต่อภาพรวมกลุ่มปิโตรเคมีและคาดว่า SCC จะรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/69 ที่แข็งแกร่งที่ 5.4 พันล้านบาท เทียบกับกำไร 1.1 พันล้านบาทใน ไตรมาส 1/68 และขาดทุน 3.7 พันล้านบาทในไตรมาส 4/68 โดยมีสมมติฐาน
1. ธุรกิจปิโตรเคมีจะได้ประโยชน์จากการรับรู้กำไรจากสต๊อก (stock gain) ที่เป็นไปได้ตามแนวโน้มราคาแนฟทา (naphtha) ที่สูงขึ้น ซึ่งน่าจะช่วยชดเชยปริมาณขายรวมของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่น่าจะได้ผลกระทบจากการประกาศเหตุสุดวิสัย (force majeure) ของโรงแครกเกอร์ระยองโอเลฟินส์ (ROC)
2. คาดว่าสงครามระหว่างอิสราเอล/สหรัฐอเมริกา (US)-อิหร่านจะส่งผลต่ออุปทานโลกของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี ซึ่งจะส่งผลให้ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์ (olefins spread) ทรงตัวในระดับสูงในไตรมาส 2/69
3. คาดว่ากำไรปกติของ SCC จะเติบโตแข็งแกร่งจากช่วงเดียวกัน ในไตรมาส 2/69 จากแรงหนุนของ olefins spread ที่สูงขึ้น ในขณะที่ เราเชื่อว่า โรงแครกเกอร์ของบริษัท มาบตาพุดโอเลฟินส์ จำกัด (MOC) และ Long Son Petrochemical (LSP) จะสามารถจัดหาวัตถุดิบได้เพียงพอและไม่ต้องประกาศเหตุสุดวิสัย (force majeure)
เราปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 และ ปี 2570 ขึ้น 68% และ 32% เป็น 1.66 หมื่นล้านบาท และ 1.41 หมื่นล้านบาท เทียบกับ 1.41 หมื่นล้านบาทในปี 2568 หลักๆเพื่อสะท้อนสมมติฐาน olefins spread ที่สูงขึ้นและปริมาณขายรวมผลิตภัณฑ์ ปิโตรเคมี (PE, PP, PVC) ที่ดีขึ้น
จึงปรับคำแนะนำขึ้นเป็น “ซื้อ” จากเดิม “ขาย” ที่ราคาเป้าหมายใหม่ปี 2569 ที่ 250 บาท (เดิม 165 บาท) อิงวิธี SOTP โดยเราคาดว่าบริษัทจะได้ประโยชน์จากภาพรวมตลาดปิโตรเคมีที่ดีขึ้นจากอุปทานที่ลดลงจากผลกระทบของสงครามอิสราเอล/US-อิหร่าน ซึ่งส่งผลให้ olefins spread จะทรงตัวสูงได้ตลอดปี
ขณะที่บล.หยวนต้า คาดกำไรสุทธิไตรมาส 1/69 อยู่ที่ 5 พันล้านบาท พลิกจากขาดทุนไตรมาสก่อน เติบโตสูงจากช่วงเดียวกัน เทียบกับไตรมาส 4/68 ปัจจัยหนุนมาจากปัจจัยฤดูกาลของธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง ค่าใช้จ่ายลดลงจากการปรับโครงสร้างธุรกิจ กำไรสินค้าคงคลัง Spread ปิโตรเคมีฟื้นตัว
และปรับกำไรปี 2569-2570 ขึ้น 46-56% เป็น 1.5-1.8 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ โดยปรับเพิ่มสมมติฐาน HDPE PP Spread และรวมกำไรสินค้าคงคลังเข้าในคาดการณ์
ดังนั้นคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสมใหม่ 260 บาท จากทิศทางกำไรแข็งแกร่ง ราคาหุ้นยัง Laggard ตลาดมีโอกาสปรับเพิ่มประมาณการ โดยมองว่าสงครามในตะวันออกกระทบต่ออุปทานปิโตรเคมีทั้งทางตรงและทางอ้อม รวม 40 ล้านตันหรือราว 20% ของโลก อีกทั้งคาดว่าจะใช้เวลาฟื้นฟูนาน 3 ปี เพราะข้อจำกัดด้าน Spare Parts ทำให้ส่วนต่างราคาปิโตรเครมียังอยู่ระดับสูงต่อเนื่อง
ขณะเดียวกันบริษัทเร่งจัดหาแหล่งวัตถุดิบอื่น ปัจจุบันสามารถรองรับการผลิตของ บริษัท มาบตาพุดโอเลฟินส์ จำกัด (MOC) และโครงการปิโตรเคมีครบวงจร “ลองเซิน” ในประเทศเวียดนาม (LSP) ได้อย่างน้อย 2 เดือน