กระดานข่าว

กรุงไทย เอ็กซ์สปริง ชี้เงินทุนจ่อไหลเข้าตลาดหุ้นไทยเหตุถูกมองเป็น Safe Haven มองดัชนี1,566 จุด


27 มีนาคม 2569

S__136724519_0.jpg

บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย เอ็กซ์สปริง จำกัด ประเมินสถานการณ์ราคาพลังงานขยับสูงขึ้นทั่วโลกส่งผลนโยบายการเงินปั่นป่วน คาดเฟดใช้นโยบายคงดอกเบี้ยไว้ระดับสูง ส่งผลต้นทุนหุ้นกู้ภาคเอกชนพุ่งตามจนเสี่ยงการผิดนัดชำระ และสร้างปัญหาระยะยาวจนอาจส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ เกิดความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะดอลลาร์สหรัฐเสื่อมค่า เป็นโอกาสของตลาดหุ้นเอเชีย โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทย คือ Safe Haven ของนักลงทุน เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งมีอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงและเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง ขณะที่มีสัดส่วนหนี้ต่างประเทศต่ำ เป้าหมายดัชนี SET ที่ 1,566 จุด แนะนำหุ้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการไหลเข้าของเงินทุน ได้แก่ GULF, WHA, ADVANC, BBL

นายณัฐวุฒิ จันทนะจุลพงศ์ นักกลยุทธ์ลงทุนอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย เอ็กซ์สปริง จำกัด (KTX) กล่าวว่าผลพวงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลก จะส่งผลให้เงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะไทย ถูกมองว่าเป็น Safe Haven เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ Global Deleveraging หรือการเร่งลดภาระหนี้สินในวงกว้างเนื่องมาจากต้นทุนทางการเงินที่พุ่งสูงขึ้นจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ 1. การปรับทิศทางนโยบายการเงินของญี่ปุ่น (Unwind Yen) เพื่อสกัดกั้นเงินเฟ้อจากการนำเข้าพลังงาน และ 2. ท่าทีที่เข้มงวดของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Hawkish Fed) ซึ่งส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยหุ้นกู้ภาคเอกชน (Credit Spread) ในกลุ่ม Private Credit พุ่งสูงขึ้น จนเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้ สภาวะดังกล่าวบีบให้รัฐบาลสหรัฐฯ จำเป็นต้องลดระดับความตึงเครียดของภาวะสงครามลง เพื่อควบคุมราคาน้ำมันและรักษาเสถียรภาพทางการคลัง เนื่องจากสหรัฐฯ มีสัดส่วนการกู้เงินระยะสั้นในรูปแบบ T-Bills สูงถึงร้อยละ 25 ของหนี้ทั้งหมด ซึ่งหากเกิดภาวะ Refinancing Shock จากอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวในระดับสูง จะนำไปสู่ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้สาธารณะ (Default) ในที่สุด

เมื่อปัจจัยด้านสงครามเริ่มคลี่คลาย ยุทธศาสตร์การแก้หนี้ของสหรัฐฯ จะกลับไปสู่การใช้กลไกทางภาษีแบบ Bracket Creep ร่วมกับการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงิน การแต่งตั้งประธานเฟดคนใหม่ (Kevin Warsh) คาดหวังการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นภาคการจ้างงานที่อ่อนแอลง จนนำไปสู่สภาวะอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ (Negative Real Rate) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อลดมูลค่าหนี้ที่แท้จริงเมื่อเทียบกับ GDP (Nominal GDP) ยุทธศาสตร์นี้จะส่งผลโดยตรงให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญ จนนำไปสู่การเสื่อมถอยของระบบ Petrodollar โดยกลุ่มผู้ค้าพลังงานมีแนวโน้มหันไปใช้เงินหยวนที่มีทองคำหนุนหลัง (Gold-backed Yuan) แทน ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนให้ราคาทองคำหลังสงครามคลี่คลายยังมีโอกาสพุ่งสู่เป้าหมายที่ 5,771 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์

เมื่อดอลลาร์สหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะเสื่อมค่าลง จะผลักให้กระแสเงินทุนไหลออกจากสหรัฐฯ (US Outflow) แล้วมุ่งหน้าเข้าสู่ภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะไทย ซึ่งถูกมองว่าเป็น Safe Haven เนื่องจากมีอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงและเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง ขณะที่มีสัดส่วนหนี้ต่างประเทศต่ำ นอกจากนี้ ไทยยังจะได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตของกลุ่มทุนญี่ปุ่น (FDI) ที่เผชิญภาวะต้นทุนผลิตพุ่งสูง (ต้นทุนนำเข้า, ค่าจ้างแรงงาน และ ต้นทุนการเงิน) และเงินเยนที่มีแนวโน้มกลับมาแข็งค่าในครึ่งหลังของปี 2026 (ดอลลาร์อ่อนค่า และ การถอน QE ของ BoJ) สถานการณ์นี้คล้ายกับยุค Plaza Accord ที่บีบให้บริษัทญี่ปุ่นต้องขยายการลงทุนออกมา ซึ่ง ไทย ที่เป็นฐานผลิตเดิมจึงโอกาสรองรับ FDI ไหลเข้าต่อเนื่องได้ 

การไหลเข้าของเงินทุนทั้งในรูปแบบ Hot Money และ Smart Money จะผลักดันให้ค่าเงินบาทกลับมาแข็งค่าสู่ระดับ 30.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และส่งผลให้ Market Risk Premium ปรับลดลงเหลือ 4.67% ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยปลดล็อกมูลค่าหุ้นไทยจากภาวะ Valuation Trap (มูลค่าถูก แต่ไม่มี Growth) โดยมีเป้าหมายดัชนี SET ที่ 1,566 จุด แนะนำลงทุนหุ้นที่จะได้รับประโยชน์จากการไหลเข้าของเงินทุน ได้แก่ GULF, WHA, ADVANC, BBL และหุ้นที่ได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของกำลังซื้อในประเทศอย่าง CPALL

KTX