กระดานข่าว

TKC กางโรดแมปปี 2569 ปักหมุด New S-Curve มุ่งธุรกิจมาร์จิ้นสูง-AI เต็มสูบ พร้อมโชว์ Backlog แกร่ง 3.3 พันล้าน


13 มีนาคม 2569

ปรับภาพ2.jpg

บมจ.เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส หรือ TKC เปิดแผนยุทธศาสตร์ปี 2569 มุ่งเน้นการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านนวัตกรรมระดับสูง และกลยุทธ์การบริหารพอร์ตโฟลิโอเพื่อยกระดับอัตรากำไร ตอกย้ำสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง ด้วยมูลค่างานในมือ (Backlog) แข็งแกร่งกว่า 3,300 ลบ. และแผนการขยายธุรกิจเชิงรุก

นายปิยะ จิราภาพงศา รองกรรมการผู้จัดการ สายงานปฏิบัติการ บริษัท เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ TKC เปิดเผยว่าแผนโรดแมปในปี 2569 ของบริษัทเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ในปีนี้จะโฟกัสงานหลักๆ ใน 5 กลุ่ม ได้แก่ Cloud Solution, Data Center, Cyber Security, Digital Product และ Artificial Intelligence (AI)

พร้อมกลยุทธ์การเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัทใน 3-5 ปีข้างหน้า บริษัทมุ่งเน้นผ่าน 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ Core Business, New Business, JV (Joint Venture) และการควบรวมกิจการและการลงทุน (M&A) โดยจะมุ่งเน้นเป้ารายได้เติบโตไม่ต่ำกว่า 20% ต่อปี จากงานประเภทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น Cloud Solution, Cyber Security และ Smart Solution ที่เกี่ยวข้องกับ AI และ Digital Platform ต่างๆ ซึ่งโอกาสในการเติบโตมาจากการลงทุนใน Digital Transformation ของทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงการนำ Digital Platform มาใช้ในกระบวนการต่างๆ โดยตั้งเป้าหมายให้สัดส่วนรายได้ที่เป็นรายได้ประจำ (Recurring Revenue) เพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 40% ภายใน 5 ปีข้างหน้า

ขณะที่ภาพรวมของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัล Data Center และโครงสร้างพื้นฐาน คาดว่ายังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในอีก 3-5 ปีข้างหน้า แนวโน้มอุตสาหกรรม Data Center มีการใช้ Data ที่มากขึ้น จะทำให้มีการเติบโตมากขึ้นในประเทศไทยและเอเชียแปซิฟิก

ทางด้าน ดร.ภาณุภัทร์ ภู่เจริญ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ TKC เปิดเผยถึงกลยุทธ์การเติบโตและปัจจัยสนับสนุนสู่ความสำเร็จในปี 2569 ได้แก่ งานในมือ (Backlog) ที่แข็งแกร่งกว่า 3,300 ล้านบาท และงานที่มีการลงนามสัญญาและอยู่ระหว่างรอเซ็นสัญญาอีกราว 1,800 ล้านบาท รวมถึงโครงการที่อยู่ในการรอเข้าประมูล (Pipeline) อีกกว่า 6,300 ล้านบาท  รวมทั้งการรุกสู่ธุรกิจมาร์จิ้นสูง โดย TKC ได้เดินหน้าธุรกิจใหม่ คือ Cloud Service และงาน Software ซึ่งมีมาร์จิ้นสูงกว่างานโครงสร้างพื้นฐานอย่างชัดเจน และใช้ฐานลูกค้าโครงข่ายที่มีอยู่ต่อยอด

นอกจากนี้บริษัทใช้กลยุทธ์ โดยใช้ Project base จากภาครัฐเป็นฐานแล้วต่อยอด recurring service (Cloud, Management Service, Software) เพื่อให้รายได้มีเสถียรภาพมากขึ้น  รวมทั้งการลงทุนเชิงกลยุทธ์ใน AIT ทำให้ TKC มี Ecosystem ที่ครอบคลุมทั้งโครงข่ายสื่อสาร ระบบ IT และ Solution ภาครัฐแบบ end-to-end มากขึ้น และการ Focus niche ที่สอดคล้องยุทธศาสตร์รัฐ

 อย่างไรก็ดี ในปี 2569 นี้ โครงการ AI, Data และ Data Center ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสำคัญของ New Projects ที่บริษัทคาดว่าจะมีการรับรู้รายได้ในปีนี้ ได้แก่ AI Use cases, Digital Platform ให้บริการ AI/Data Platform และ Service สำหรับ use case ต่างๆของภาครัฐ นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนา Cloud/Big Data  ที่มีการพัฒนา Cloud Services และ Software เพื่อที่จะรองรับการย้ายระบบของหน่วยงานภาครัฐตาม Cloud-first Policy และสุดท้ายก็คือเรื่องของ Network and Infrastructure มีหลายโครงการที่ต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับงาน Data หรือ AI ในอนาคต

กลยุทธ์ของบริษัทที่มองไปอีก 3-5 ปีข้างหน้า (2569-2573) AI จะมีส่วนและมีบทบาทสำคัญเข้ามาอยู่ในทุกๆโครงการเสมอ ดังนั้น TKC จึงวางกลยุทธ์จากการทำโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล สู่แพลตฟอร์ม AI สำหรับรัฐและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ โดยใช้จุดแข็งด้าน Network, Smart Infrastructure และ Ecosystem AIT - พันธมิตรต่างประเทศ เป็นตัวเร่งสู่ความสำเร็จในการเติบโตในอนาคต ยกตัวอย่างเช่น AI for Smart Infrastructure & Smart City, AI on Gov, Cloud & Data Platform, AI for Mission-Critical & Security และการใช้ Ecosystem ร่วมกับ AIT และบริษัทในเครือ

“ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี TKC พร้อมขานรับนโยบาย Cloud-first Policy ของภาครัฐ โดยชูจุดเด่นด้าน AI Integration ในทุกโซลูชัน อาทิ AI for Smart City เพื่อการบริหารจัดการเมืองอัจฉริยะ และ AI for Gov Cloud เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐ รองรับความต้องการทำ Digital Transformation ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในภาคการเมืองและภาคธุรกิจ” นายปิยะ กล่าวทิ้งท้าย

โดยช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้เปิดตัว “ThaiCA” บริการผู้ออกใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์ (Certification Authority) รายแรกของไทยที่ได้รับมาตรฐานสากล WebTrust และ ISO27001 รองรับการลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (e-Signature) ที่มีความมั่นคงปลอดภัยสูงสุด โดยระบบสามารถเชื่อมต่อกับกรมสรรพากรได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อรองรับบริการ e-Tax Invoice และ e-Receipt ซึ่งถือเป็น New S-Curve ที่จะสร้างรายได้หมุนเวียนในระยะยาว

TKC_260313.jpg

TKC