MPJ มองวิกฤตสงคราม โอกาสด้านโลจิสติกส์ ชูสัญญาค่าบริการผันแปรคุมต้นทุนน้ำมันอยู่หมัด

บมจ.เอ็ม พี เจ โลจิสติกส์ (MPJ) ไม่หวั่นศึกตะวันออกกลาง โชว์บริษัทฯ มีเกราะป้องกันแน่น และไม่หวั่นราคาน้ำมันแพง สัญญาปรับล้อตามต้นทุนจริง ย้ำฐานรายได้หลักแกร่ง สงครามตะวันออกกลางไร้เสี่ยงมีสัดส่วนรายได้แค่ 2% เท่านั้น มั่นใจครึ่งปีหลังปี 69 ดีมานด์สินค้าก่อสร้างฟื้นฟูประเทศหลังสงครามจบส่อแว่วพุ่ง เชื่อได้รับอานิสงค์ดีมานด์บูรณะตะวันออกกลาง
นายจีระศักดิ์ มานะตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็ม พี เจ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ MPJ ผู้นำโลจิสติกส์แบบครบวงจรและผู้นำด้านบริหารลานตู้คอนเทนเนอร์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรง จนส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งพลังงานผ่าน "ช่องแคบฮอร์มุซ" ว่า แม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะมีความเสี่ยงทำให้ราคาน้ำมันในประเทศไทยพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากการพึ่งพาการนำเข้าจากภูมิภาคดังกล่าว แต่สำหรับ MPJ เตรียมพร้อมรับมือไว้แล้ว เนื่องจากบริษัทฯ มีข้อกำหนดในสัญญาการให้บริการขนส่งที่สามารถปรับราคาค่าบริการตามความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาด ส่งผลให้ช่วยลดผลกระทบด้านต้นทุนการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพขณะเดียวกันการปิดช่องแคบฮอร์มุซ กระทบต่อธุรกิจลานตู้คอนเทนเนอร์ และ Freight Forwarder ไม่มากเนื่องจาก MPJ มีสัดส่วนของลูกค้าตะวันออกกลางเพียง 2% จากลูกค้าทั้งหมดเท่านั้นเมื่อเทียบกับมูลค่าการส่งออกไปยังภูมิภาคอื่น
“ต้องยอมรับว่าการขนส่งของสินค้านำเข้าส่งออกหลักของโลกยังคงเป็นการขนส่งทางเรือ เนื่องจากมีต้นทุนในการขนส่งต่ำ ดังนั้นหากสถานะการสงครามยังยืดเยื้ออยู่ ทำให้มองว่าอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ในแต่ละภูมิภาคอาจมีการขยายการขนส่งทางรางเพิ่มขึ้น เพื่อให้การขนส่งสินค้าในแต่ละภูมิภาคมีความยืดหยุ่นสามารถรองรับการเกิดสถานะการณ์การปิดเส้นทางเดินเรือ”
สำหรับด้านอัตราแลกเปลี่ยน ทาง MPJ มีสัดส่วนรายได้ที่เป็นสกุลเงินบาทประมาณ 95% ส่วนอีก 5% เป็น USD โดยบริษัทฯ มีการบริหารจัดการให้มีบัญชีสำหรับ USD เพื่อใช้รับรายได้ที่เป็น USD และจ่ายค่าใช้จ่ายเป็น USD เพื่อลดความเสี่ยงด้านความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อ จะส่งผลกระทบต่อเป้าหมายการเติบโตของรายได้ของ MPJ หรือไม่นั้น นายจีระศักดิ์ ทิ้งท้ายว่า บริษัทฯ คาดว่าจะส่งผลกระทบในวงจำกัด แต่ทั้งนี้หากมีการขึ้นค่าระวางเรืออาจส่งผลกระทบเชิงบวกต่อธุรกิจ Freight Forwarder ขณะเดียวกันหากสถานะการณ์ไม่ยืดเยื้อ และหากสายเรือมีกลยุทธ์ในการรับมือจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ก็คาดการณ์ว่าเส้นทางทะเลแดง (Red Sea) กลับมาใช้งานได้อย่างเต็มที่ปลายไตรมาส2/2569 ซึ่งก็จะมียอด Order ขนส่งไปยังประเทศตะวันออกกลางเข้ามาจำนวนมาก ดังนั้นจากปัจจัยดังกล่าวจะเป็นโอกาสในการทำกำไรในช่วงครึ่งปีหลังในปี2569 นี้ เนื่องจากจะเกิดความต้องการอย่างมากในการส่งออกสินค้าเพื่อใช้ในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อไปบูรณะซ่อมแซมประเทศในแถบตะวันออกกลาง
“ภาวะสงครามครั้งนี้อาจจะไม่ส่งผลกระทบเรื่องภาวะตู้ขาดแคลนเหมือนช่วงโควิด เนื่องจากโควิดทั่วโลกหยุดการขนส่ง และ USA เป็นประเทศที่มีอัตรานำเข้าสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ดังนั้น เปิดการขนส่ง USA นำเข้าสินค้าจากทั่วโลกเข้ามาเยอะที่สุด ตู้คอนเทนเนอร์จึงไปกระจุกอยู่ที่ USA แต่กรณีครั้งนี้ Middle east อาจจะเป็นประเทศที่นำเข้าสินค้าสูงเช่นกันแต่ประเทศอื่นยังสามารถนำเข้าส่งออกได้ปกติ สายเรือจะปรับเปลี่ยนเส้นทางและปรับ Volume หมุนตู้ที่มีไปยังประเทศอื่น”
ยอดนิยม
บ้านปูแชร์แนวคิด Human Intelligence และ Artificial Intelligence ขับเคลื่อนองค์กรสู่อนาคต
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมเวที ASEAN Exchanges CEOs Meeting ครั้งที่ 39 ที่เวียดนาม ชูความร่วมมือ DR เชื่อมตลาดทุนภูมิภาค
DITTO ได้ฤกษ์ขาย Blu Green Token
GGC ยกระดับธุรกิจสู่ความยั่งยืน ผลักดัน B100 สู่เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) พร้อมขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง (HVP)