กระดานข่าว

ONEE โชว์ศักยภาพงาน Oppday เผยผลประกอบการปี 68 รายได้พุ่งทะลุ 7,316 ล้านบาท กำไร 448 ล้านบาท


10 มีนาคม 2569


opp day 2028.jpg

กลุ่มบริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ONEE ได้เข้าร่วมงานบริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน (Opportunity Day) ซึ่งจัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อเปิดวิสัยทัศน์และแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจในวงกว้าง พร้อมเปิดโอกาสให้มีการซักถามข้อมูลกับผู้บริหารอย่างใกล้ชิด ซึ่งการร่วมกิจกรรมครั้งนี้เป็นการตอกย้ำนโยบายการเปิดเผยข้อมูลอย่างเท่าเทียมตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีภายใต้นโยบาย ESG ของบริษัท ซึ่งนำเสนอข้อมูลโดย คุณถกลเกียรติ วีรวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม (Group CEO), คุณนรัญจ์ พุ่มศิริ ประธานเจ้าหน้าที่การเงินกลุ่ม (Group CFO), และคุณณัฏฐพงษ์ โสภณธนกิจ นักลงทุนสัมพันธ์

โดยภาพรวมผลการดำเนินงานในปี 2568 ที่ผ่านมา ONEE สามารถทำรายได้รวมอยู่ที่ 7,316.82 ล้านบาท เติบโตขึ้น 9.71% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และมีกำไรสุทธิรวม 448.95 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.71 ล้านบาท หรือคิดเป็นการเติบโต 5.33% ซึ่งเป็นผลสำเร็จจากการใช้กลยุทธ์ขยายฐานผู้บริโภคควบคู่ไปกับการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น

ในส่วนของโครงสร้างรายได้ปีที่ผ่านมา กลุ่มธุรกิจ Content Marketing ยังคงเป็นฐานรายได้หลักที่สำคัญด้วยรายได้รวม 3,594.34 ล้านบาท แม้ว่าในภาพรวมอุตสาหกรรมสื่อจะมีความผันผวนซึ่งส่งผลให้รายได้ในส่วนนี้มีการปรับตัวลดลงตามสภาวะตลาด แต่ยังคงเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีสัดส่วนรายได้สูงที่สุดและมีความสำคัญเชิงกลยุทธ์อย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นช่องทางพื้นฐานหลักในการนำเสนอและสร้างภาพลักษณ์ให้กับดาราศิลปินในสังกัดให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ซึ่งถือเป็นต้นน้ำสำคัญที่ช่วยต่อยอดกระแสความนิยมไปสู่กลุ่มธุรกิจ Idol Marketing เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้หมุนเวียนในระบบนิเวศของบริษัทได้อย่างครบวงจร

ทางด้านกลุ่มธุรกิจ Idol Marketing ได้กลายเป็นเครื่องยนต์หลักในการสร้างการเติบโตใหม่ หรือ New Growth Engine ที่โดดเด่นที่สุด โดยทำรายได้รวม 3,551.02 ล้านบาท เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 59.70% จากปีที่ผ่านมา รายได้หลักมาจากการบริหารจัดการศิลปินในเครือกว่า 300 คนที่สร้างรายได้ 1,564.71 ล้านบาท เพื่อตอบรับกระแส Influencer Marketing ระดับสากล ตามมาด้วยรายได้จากคอนเสิร์ตและกิจกรรมพิเศษทั้งในและต่างประเทศอีก 1,106.81 ล้านบาท ซึ่งเติบโตจากการต่อยอดกระแสความนิยมในตัวศิลปินจากซีรีส์แนว Boy Love และ Girl Love ขณะที่ธุรกิจสินค้าลิขสิทธิ์หรือ Merchandising สร้างรายได้ 879.50 ล้านบาท เติบโต 108.14% โดยมีสินค้ากลุ่ม Mascot อย่าง "โพก้าซัง" (Polcasan) เป็นหัวเจาะสำคัญที่สร้างกระแสฟีเวอร์ทั้งในช่องทางออนไลน์และหน้างานกิจกรรมต่างๆ

สำหรับทิศทางธุรกิจในปี 2026 คุณถกลเกียรติ ได้ประกาศขับเคลื่อนองค์กรผ่านกลยุทธ์ 4 เสาหลักเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน เริ่มจากเสาหลักแรกคือการยกระดับคอนเทนต์ไทยสู่มาตรฐานสากล เรามุ่งพัฒนาคอนเทนต์ไทยให้มีดุลยภาพระหว่างความเป็นไทยและการสื่อสารในระดับโลก โดยเน้นคุณภาพการผลิตและบทละครที่หลากหลายรูปแบบ ซึ่งสิ่งสำคัญคือการรักษาจุดขายของคอนเทนต์ไทยคือความเป็นไทยเอาไว้อย่างเข้มข้น เพื่อสร้างเอกลักษณ์ที่โดดเด่นในเวทีสากลควบคู่ไปกับมาตรฐานการผลิตที่ทั่วโลกยอมรับ ซึ่งจะได้รับอานิสงส์จากมาตรการ Cash Rebate ของภาครัฐ รวมถึงการร่วมทุนกับพันธมิตรอย่าง BJC ในโมเดล Content Meets Commerce และการจับมือกับ Mediacorp สิงคโปร์ เพื่อพัฒนาซีรีส์ฟอร์มยักษ์ระดับภูมิภาคที่จะช่วยผลักดันคอนเทนต์ไทยให้ข้ามขีดจำกัดไปสู่เวทีโลกได้อย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ในเสาหลักที่ 2 บริษัทมุ่งรุกตลาดแบบ Segmented Markets เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับผู้ชมเฉพาะกลุ่มอย่างลึกซึ้ง บริษัทได้นำกลยุทธ์ Segmented Storytelling มาใช้ในการพัฒนาคอนเทนต์ที่สะท้อนไลฟ์สไตล์เฉพาะกลุ่ม ได้แก่ Drama Mass, Drama Premium, ซีรีส์ Boy-Love (BL), Girl-Love (GL), รายการวาไรตี้, รายการข่าว, และคอนเสิร์ตและอีเวนต์ และคอนเทนต์จาก Micro Influencer โดยเน้นการสื่อสารแบบ 2-Way Communication ผ่าน Social Media เพื่อสร้าง Social Engagement ในระดับสูง กลยุทธ์นี้ไม่เพียงแต่ช่วยขยายฐานผู้รับชมให้กว้างขึ้น แต่ยังช่วยให้แบรนด์สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีความชัดเจนและมีแรงสนับสนุน (Engagement) ที่เหนียวแน่นทั้งในช่องทางออนไลน์และออฟไลน์

เสาหลักที่ 3 คือการขยาย Idol Marketing Ecosystem แบบครบวงจร เราต่อยอดความนิยมของศิลปินและคอนเทนต์ไปสู่มูลค่าทางธุรกิจที่หลากหลาย โดยเชื่อมโยงศิลปิน มาสคอต (Mascot IP) แฟนคลับ และแบรนด์เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น คอนเสิร์ตทั้งในและต่างประเทศ อีเวนต์พิเศษ Fan Meeting และสินค้าลิขสิทธิ์ (Merchandise) เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ทั้งในด้านลิขสิทธิ์สินค้าและการตลาดร่วมกับแบรนด์ เช่น การเป็น Brand Ambassador, Presenter, หรือ KOL เป็นต้น ทำให้แฟนคลับได้เชื่อมต่อกับศิลปินอย่างใกล้ชิดมากขึ้น โมเดลนี้จะช่วยให้เราสามารถเปลี่ยนความนิยมของศิลปินและคอนเทนต์ ให้กลายเป็นมูลค่าทางธุรกิจในหลายช่องทาง และสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนให้กับบริษัทในระยะยาว

เสาหลักสุดท้ายที่เป็นหัวใจสำคัญคือการผลักดัน oneD Application ให้เป็น Digital Entertainment Hub ของคนไทย ที่สมบูรณ์แบบ โดยเราจะรวบรวมคอนเทนต์ทั้งหมดของกลุ่มบริษัทไว้ในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็น GMMTV, Change2561, และ GMM Media เป็นต้น และสามารถเข้าดูได้จากทุกอุปกรณ์ ทั้ง Smart Phone, Tablet ทั้งค่าย iOS และ Android, คอมพิวเตอร์ รวมถึง TV Digital โดยปัจจุบันมียอดผู้ใช้งานเติบโตถึง 83% และมียอดสมาชิกพรีเมียมพุ่งสูงขึ้นกว่า 93% ซึ่งบริษัทจะมุ่งสร้างรายได้ทั้งจากค่าสมาชิกและโฆษณา พร้อมเปิดตัวซีรีส์ oneD Original 5 เรื่องในปีนี้ และฟีเจอร์ oneD SHORTS เพื่อนำเสนอคอนเทนต์ละครแนวตั้งที่สั้นกระชับตอบโจทย์เทรนด์การเสพสื่อยุคใหม่ และการผนึกกำลังร่วมกับพันธมิตรต่างๆ จะช่วยเร่งยอดสมาชิกและทำให้ oneD กลายเป็นแพลตฟอร์มความบันเทิงอันดับหนึ่งที่เชื่อมต่อคอนเทนต์ ศิลปิน และแฟนคอมมูนิตี้ทั่วโลกเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนและมั่นคงของกลุ่มบริษัทในระยะยาว

นอกจากนี้ บริษัทยังได้ขยายธุรกิจไปสู่โอกาสใหม่ๆ เช่น การลงทุนในช่องนางแมวป่า โดยนำคอนเทนต์จาก Online Platform มาฉายบน TV เพื่อเข้าถึงผู้ชมในกลุ่มที่หลากหลายมากขึ้น, การเข้าสู่ธุรกิจพัฒนา Mascot Artist และ Character IP ตัวใหม่ๆ เพื่อสร้างความหลากหลายและเปิดโอกาสในการทำแบรนด์ Partnership, การลงทุนใน Dance Academy เพื่อพัฒนาศิลปินรุ่นใหม่, และการเข้าสู่ธุรกิจ Gaming ด้วยโปรเจกต์ GMMTV Fanarium แพลตฟอร์มที่จะสร้างปฏิสัมพันธ์รูปแบบใหม่ระหว่างแฟนคลับกับศิลปิน ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวภายในปีนี้ การขยายธุรกิจเหล่านี้จะช่วยสร้างแหล่งรายได้ใหม่และเสริมความแข็งแกร่งให้กับ Ecosystem ของบริษัทในระยะยาว