กระดานข่าว

Krungthai CIO ชี้สงครามตะวันออกกลาง กดดันสินทรัพย์เสี่ยง แนะถือทองคำ 5-10%


05 มีนาคม 2569

กรุงไทย.jpg

Krungthai CIO ชี้ตลาดการเงินโลกผันผวนขึ้นจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลาง กดดันสินทรัพย์เสี่ยง หุ้นโลกเผชิญแรงขายกลุ่มเทคโนโลยีจากความกังวลทิศทางการลงทุนด้าน AI แนะจัดพอร์ตแบบ Barbell กระจายระหว่างหุ้นเชิงรับและหุ้นเติบโต พร้อมถือทองคำ 5–10% เป็นกันชน เพื่อรับมือความไม่แน่นอนในระยะถัดไป

ทีมกลยุทธ์การลงทุน ธนาคารกรุงไทย (Krungthai Chief Investment Office : CIO) วิเคราะห์ตลาดและการลงทุนรายสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 2 – 6 มีนาคม 2569 ว่า ตลาดการเงินโลกผันผวนสูงขึ้นจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะเหตุการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กระตุ้นความกังวลต่อเส้นทางพลังงานสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ กดดันสินทรัพย์เสี่ยง ขณะที่ราคาน้ำมันและทองคำปรับขึ้นจากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยเพื่อรับมือความเสี่ยงไม่คาดคิด (Tail Risk)

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และตลาดหุ้นโลกในสัปดาห์ที่ผ่านมาอ่อนตัวลง จากความกังวลว่า AI อาจเข้ามาแทนที่ธุรกิจบางส่วน (AI Disruption) และความเสี่ยงที่เม็ดเงินลงทุนด้าน AI เริ่มเข้าสู่ช่วงชะลอตัว (AI Capex Fatigue) แม้ Nvidia จะรายงานผลประกอบการดีกว่าที่ตลาดคาดไว้ โดยแรงขายหุ้นเทคโนโลยีอาจรุนแรงเกินปัจจัยพื้นฐาน เนื่องจากกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ (Hyperscalers) ยังเดินหน้าเพิ่มงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ต่อเนื่องในปี 69 ซึ่งเป็นแรงหนุนระยะยาวต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน

สำหรับสถานการณ์ในไทย คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ 1.00%  เพื่อรองรับความเสี่ยงด้านการเติบโตของเศรษฐกิจ เมื่อรวมกับมาตรการควบคุมธุรกรรมทองคำที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนมีนาคม ช่วยลดแรงกดดันต่อการแข็งค่าของเงินบาท และส่งผลบวกต่อกลุ่มผู้ส่งออกและหุ้นไฟแนนซ์จากต้นทุนดอกเบี้ยที่ลดลง ขณะที่ประเทศญี่ปุ่น ตลาดยังคงจับตาการเปลี่ยนผ่านเชิงนโยบายหลังการเลือกนายกรัฐมนตรี และการพิจารณาอนุมัติกรรมการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) คนใหม่ที่มีแนวโน้มสนับสนุนนโยบายการเงินผ่อนคลายทางการเงิน ซึ่งอาจส่งผลให้ค่าเงินเยนมีแนวโน้มอ่อนค่าลง

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน Krungthai CIO ยังคงแนะนำการจัดพอร์ตแบบ Barbell Strategy เพื่อสร้างสมดุลพอร์ต โดยเน้นกระจายลงทุนในหุ้นที่ทนทานต่อความผันผวน เช่น กลุ่ม Healthcare และหุ้นกลุ่มเติบโตที่มีพื้นฐานดี พร้อมเน้นถือทองคำในสัดส่วน 5-10% ของพอร์ตเพื่อเป็นกันชนรับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่แน่นอนสูง นอกจากนี้ ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อ REITs จากอัตราปันผลที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่นโยบายการเงินยังอยู่ในโซนที่ผ่อนคลาย และมองหาโอกาสในตลาดเกิดใหม่ที่มีการเติบโตเด่น เช่น อินเดีย และ เวียดนาม เพื่อสร้างผลตอบแทนสม่ำเสมอในช่วงตลาดยังผันผวนสูง