กระดานข่าว

“เอกา โกลบอล” จับสัญญาณธุรกิจอาหารแปรรูปไทย หนุน SME ขับเคลื่อนตัวเลขส่งออกปี 69


02 มีนาคม 2569

นายชัยวัฒน์ นันทิรุจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอกา โกลบอล-5.jpg

เอกา โกลบอล (
EKA GLOBAL) ผู้นำนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ยืดอายุอาหารระดับโลก เผยทิศทางดัชนีเศรษฐกิจไทย แม้อยู่ภายใต้ความกดดันสถานการณ์ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก แต่สถิติตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4/2568 จากสภาพัฒน์ขยายตัวแข็งแกร่ง เอกา โกลบอล เดินหน้าพร้อมผลักดันอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปเป็นฟันเฟืองหลักขับเคลื่อนการส่งออก ย้ำความพร้อมสนับสนุน SME ไทยด้วยเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ยืดอายุอาหารมาตรฐานสากล เพื่อทลายกำแพงการค้าและขยายส่วนแบ่งในตลาดโลก

จากรายงานล่าสุดของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ฯ ระบุว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ขยายตัวได้ถึงร้อยละ 2.5 ส่งผลให้ภาพรวมทั้งปีเติบโตที่ร้อยละ 2.4 โดยมีปัจจัยบวกสำคัญจากการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวสูงสุดในรอบ 10 ปี และภาคการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่ยังคงรักษาการเติบโตได้ดี แม้เผชิญความท้าทายจากเศรษฐกิจโลก ขณะที่คาดการณ์ตัวเลขจีดีพีปี 2569 จะเติบโตที่ร้อยละ 2 ต่อปี

นายชัยวัฒน์ นันทิรุจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอกา โกลบอล จำกัด (EKA GLOBAL) ผู้นำตลาดนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ยืดอายุอาหาร (Longevity Packaging) แบรนด์คนไทยเบอร์ใหญ่อันดับต้น ๆ ของโลก เปิดเผยว่า ตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาสะท้อนถึงความเชื่อมั่นและศักยภาพของภาคการผลิตไทย โดยเฉพาะกลุ่มอาหารแปรรูปซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญ แม้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกจะมีความผันผวน แต่มองเห็นโอกาสทองในปี 2569 จากแนวโน้มมาตรการกีดกันทางการค้าในบางภูมิภาค โดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา ที่เริ่มมีสัญญาณผ่อนคลาย หรือ มีช่องว่างให้สินค้ากลุ่มอาหารจากไทยเข้าไปทดแทนตลาดได้มากขึ้น ประกอบกับมาตรการสนับสนุน SME จากภาครัฐที่เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานอย่างเป็นระบบ ทำให้ธุรกิจอาหารไทยมีอนาคตที่สดใสและสามารถขยายตลาดได้อีก

เอกา โกลบอล ในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจที่เคียงข้างผู้ประกอบการไทยมาอย่างยาวนาน เล็งเห็นว่า “นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์” คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ SME ไทยก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ๆ โดยบริษัทฯ พร้อมสนับสนุนใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1) การเพิ่มศักยภาพการส่งออก ด้วยบรรจุภัณฑ์ Longevity Packaging ที่ช่วยยืดอายุอาหารได้นานขึ้นโดยไม่ต้องแช่เย็น ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์และรักษาคุณภาพสินค้าให้สดใหม่จนถึงมือผู้บริโภคทั่วโลก 2) การปรับตัวรับมาตรฐานสากล ช่วยให้ SME ไทยสามารถรับมือกับระเบียบการค้าโลก (Green Trade) ใหม่ ๆ ด้วยบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและรีไซเคิลได้ 100% และ 3) การเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจ เอกา โกลบอล พร้อมเป็นที่ปรึกษาและแบ่งปันองค์ความรู้ด้านการตลาดและเทคโนโลยี เพื่อให้ธุรกิจอาหารแปรรูปของไทยเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจดิจิทัลและเทรนด์สุขภาพโลก

ทั้งยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เอกา โกลบอล มีฐานการผลิตบรรจุภัณฑ์อาหาร โดยตั้งโรงงานอยู่ที่เมืองปูเน่ ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ ด้วยจำนวนประชากร และอัตราการเติบโตของประเทศที่สูง ถือเป็นโอกาสสำหรับการเติบโตของธุรกิจไทยหากต้องการขยายตลาดใหม่ๆ ไทยเรามีข้อตกลงการค้าเสรีในภูมิภาค (ASEAN-India FTA) ช่วยลดภาษีนำเข้าและขยายช่องทางสินค้าไทยแข่งขันได้ดีกว่าเก่า ขณะที่อีคอมเมิร์ซอินเดียเติบโตเร็ว ทำให้ช่องทางขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ช่วย SME ไทยเข้าถึงลูกค้าปลายทางได้มากขึ้น ประกอบกับความคุ้นเคยกับอาหารไทย ผู้บริโภคอินเดียในเมืองใหญ่และกลุ่มคนรุ่นใหม่ จึงมีความคุ้นเคยอาหารไทยมากขึ้น จากการท่องเที่ยวหรือได้รับประทานอาหารไทย ดังนั้น ในปี 2569 แม้จะมีปัจจัยความไม่แน่นอนเข้ามากระทบ แต่ก็เป็นโอกาสให้ธุรกิจในการปรับตัวเช่นกัน

“ภายหลังการเลือกตั้ง ภาพการเมืองภายในประเทศชัดเจนขึ้น การขับเคลื่อนนโยบายมีความต่อเนื่อง เชื่อว่าปีใน 2569 จะเป็นปีแห่งการรุกตลาดส่งออกของไทยให้ขยายตัวไปยังตลาดใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การยื่นมือของภาครัฐที่เข้ามาช่วยภาคธุรกิจ SME น่าจะมีทิศทางที่ชัดเจนขึ้น เอกา โกลบอล เราพร้อมที่จะเดินหน้าไปพร้อมกับผู้ประกอบการ เพื่อผลักดันให้สินค้าไทยเป็นครัวของโลกอย่างแท้จริง และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน” นายชัยวัฒน์ กล่าว

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจยกระดับบรรจุภัณฑ์เพื่อการส่งออก สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทร. 038574187 หรือดูข้อมูลบรรจุภัณฑ์ช่วยยืดอายุอาหารเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.eka-global.com