Talk of The Town

หุ้นไทยดิ่งแรง เซ่นพิษตะวันออกกลางเดือด! โบรกฯ แนะ“ย่อซื้อ เน้นหุ้นปันผล พลังงาน”


02 มีนาคม 2569

หุ้นไทยดิ่งแรง_S2T (เว็บ) copy_0.jpg

ไฟสงครามตะวันออกกลางเดือด ฉุดหุ้นไทยดิ่งหนัก นักวิเคราะห์แนะ “ย่อซื้อ เน้นหุ้นปันผล และ พลังงาน” เพื่อตั้งรับความเสี่ยงที่ตลาดอาจเกิด Panic Sell ช่วงสั้น มองเป็นจังหวะสะสมหุ้นปันผลที่เคยปรับตัวขึ้นแรงช่วงก่อนหน้า

ความเห็นนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า สถานการณ์ในอิหร่านยังตึงเครียด รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน ผู้นำของสหรัฐฯ แม้ว่าท่าทีของ ต้องการเจรจากับ แต่การโจมตีระหว่างอิสราเอลและ อิหร่าน รวมถึงกองกำลังพันธมิตรของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งตราบใดที่ยังไม่เห็นการเจรจาอย่างชัดเจน คาดว่าจะหนุนให้ราคาน้ำามันดิบเร่งตัวขึ้นไปก่อน ส่งผลให้ในระยะสั้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำมีโอกาส Outperform และ ช่วยพยุงให้ SET Index ยังเคลื่อนไหวดีกว่าภูมิภาค

โดยถ้ารอบนี้ไม่ยืดเยื้อจะกระทบตลาดหุ้นไทยไม่มาก และคาด ตลท. พร้อมใช้ มาตรการเพื่อลดความผันผวน แต่ผลกระทบทางอ้อมจากราคาน้ำมันดิบ ยังต้องติดตาม แม้ว่า OPEC+ จะเพิ่มกำลังการผลิต +206,000 บาร์เรล/ วันตั้งแต่เดือน เม.ย. แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อและอิหร่านปิดช่องแคบ ฮอร์มุช อาจหนุนให้ราคาน้ำมันดิบเร่งตัวขึ้นไปแถว 90-100 ดอลลาร์/บาร์เรล

ทั้งนี้คาดว่าที่ระดับดังกล่าว จะเป็นจุดที่ผลบวกจากกำไรของกลุ่มพลังงาน ต่อ EPS ของ SET Index ใกล้เคียงกับต้นทุนการผลิตของทุก อุตสาหกรรมที่เร่งตัวขึ้น และถ้าน้ำามันดิบเร่งตัวขึ้นสูงกว่านั้น อาจเป็นปัจจัยที่เปิด Downside ให้กับ EPS ได้

ดังนั้น ในเชิงกลยุทธ์การลงทุนอาจ Trading กลุ่มพลังงานต้นน้ำและกลุ่มที่ได้ผลดีจากราคาน้ามันดิบขึ้นได้ในระยะสั้นแต่ถ้ายืดเยื้ออาจต้องระวังจังหวะการพักฐานโดยภาพรวมแนะนำ PTT, PTTEP, BANPU, PRM, STA และDR เช่นSTEG19, MITSU19, GOLD19 รวมถึงกองทุนเช่น DAOL-DEFENSE

ความเห็นนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า มองสถานการณ์ปัจจุบันมีความสุ่มเสี่ยงที่จะไม่จบในเร็ววัน เนื่องจากเมื่อผู้นำอิหร่านเสียชีวิต ทรัมป์พยายามที่จะผลักดันให้เกิดการปฏิวัติในอิหร่าน และ โค่นล้มอำนาจของผู้นำเดิม ซึ่งมีกองกำลังปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) คอยหนุนหลัง ซึ่งเราประเมินผลกระทบต่อสินทรัพย์ต่างๆ ดังนี้

ผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย: มองผลกระทบโดยตรงมีจำกัด แต่ อาจรับผลจากการโยกเม็ดเงินไปเข้าเก็งกำไรในทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางไฟสงคราม อย่างไรก็ดี Sentiment ลบจากภายนอกท่ามกลางความกังวลในภาวะสงครามที่ยืดเยื้อและอาจมีการยกระดับสถานการณ์ทุกเมื่อ เป็นแรงกดดันสำคัญที่อาจทำให้นักลงทุนชะลอการเพิ่มน้ำหนักลงทุนในตลาดสินทรัพย์เสี่ยง

ผลกระทบต่อทองคำ : ราคาทองคำมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นรับภาพความกังวลในภาวะสงคราม โดยพิจารณาจาก XAUUSDT(ราคาทองคำที่ซื้อขายอิงสกุลเงิน USDT) ค่อยๆปรับตัวขึ้น มีจังหวะลดช่วงบวกสั้นๆในช่วงที่ซึมซับข่าวการสังหารผู้นำอิหร่าน ก่อนจะปรับตัวขึ้นอีกครั้งรับการประกาศล้างแค้นของกลุ่มกองกำลังปฏิวัติอิหร่าน(IRGC)

ผลกระทบต่อราคาน้ำมัน : คาดรับผลกระทบโดยตรงจากการปิดช่องแคบ Hormuz เนื่องจากมีการขนส่งน้ำมัน และ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ผ่านช่องแคบดังกล่าวกว่า 1 ใน 5 ของอุปททานทั้งหมดในปี 66 ดังนั้น มีแนวโน้มจะผลักดันราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นไปทดสอบระดับ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ผลกระทบต่อค่าเงิน : เรามองค่าเงินในเอเชียมีแนวโน้มอ่อนค่า รับความกังวลจากภาวะสงคราม และ จะเห็นการโยกเข้าถือสกุลเงินปลอดภัยอย่าง ดอลลาร์ และ เยน มองเป้าหมายค่าเงินบาท(Spot) ที่ 31.50/32.00 บาทต่อดอลลาร์

ดังนั้นแนะนำปรับกลยุทธ์อย่างไร ท่ามกลางไฟสงคราม โดยตาดหุ้นไทย แนะ “ย่อซื้อ เน้นหุ้นปันผล และ พลังงาน” Top Pick : PTTEP, TOP, BCP, BBL, KTB, KBANK, TTW, PSL, TTA, PRM

สำหรับ[กลุ่มรับผลกระทบ  ท่องเที่ยว+ขนส่ง (Sentiment ท่องเที่ยวถูกกดดัน), โรงพยาบาล(กระทบลูกค้าตะวันออกกลาง) และ ค้าปลีกน้ำมัน(ต้นทุนน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น)

ดั้งนั้นแนะนำให้น้ำหนักกับหุ้นกลุ่ม Defensive และ หุ้นปันผลมากขึ้น เพื่อตั้งรับความเสี่ยงที่ตลาดอาจเกิด Panic Sell ช่วงสั้น มองเป็นจังหวะสะสมหุ้นปันผลที่เคยปรับตัวขึ้นแรงช่วงก่อนหน้า นอกจากนี้หุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ และ โรงกลั่นที่รับประโยชน์จากทิศทางราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น และ Stock Gain ยังมีความน่าสนใจเช่นกัน ขณะที่กลุ่มเดินเรือค่าระวางเรือมีแนวโน้มปรับตัวขึ้น เนื่องจากเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ไม่ได้