กระดานข่าว

MASTER ชี้ตลาดเสริมความงามปีก่อนท้าทายรอบด้าน คาดปีนี้แนวโน้มฟื้น เคาะปันผล 0.40 บาท ขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 16 มี.ค. นี้


27 กุมภาพันธ์ 2569

S__23175411_0.jpg

บมจ. มาสเตอร์ สไตล์ หรือ
MASTER ชี้ตลาดเสริมความงามปีก่อนท้าทายรอบด้าน คาดปีนี้แนวโน้มฟื้น พร้อมรายงานกำไรปี 2568 อยู่ที่ 198 ล้านบาท รายได้อยู่ที่ 1,884 ล้านบาท แม้หัตถการศัลยกรรมยกคิ้ว ศัลยกรรมจมูก และศัลยกรรมดูดไขมันชะลอตัว แต่รายได้ปลูกผมและดูแลเส้นผม - ดูแลผิวพรรณเติบโต  พร้อมระบุบอร์ดปันผล 0.40 บาท  ขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 16 มี.ค. นี้

นายแพทย์ระวีวัฒน์ มาศฉมาดล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท มาสเตอร์ สไตล์ จำกัด (มหาชน) หรือ MASTER ในนามโรงพยาบาลมาสเตอร์พีช ผู้นำอันดับต้นของอุตสาหกรรมด้านความงามในไทยและเอเชีย ในฐานะ Regional Company เปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมศัลยกรรมและเสริมความงามเผชิญกับความท้าทายจากหลายปัจจัย ทั้งสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ การแข่งขันที่รุนแรง และการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดาเนินงานและต้นทุนของบริษัท โดยฝ่ายจัดการได้วิเคราะห์สภาวะอุตสาหกรรมที่มีนัยสำคัญดังนี้

  1. ภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอตัว ภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัวได้ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อและการบริโภคของประชาชน ทำให้การตัดสินใจใช้บริการของลูกค้าช้าลงหรือตัดสินใจได้ยากขึ้นโดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินมูลค่าตลาดอยู่ที่ประมาณ 75,200–76,500 ล้านบาท และคาดอัตราเติบโตอยู่ในช่วงปี 2568 จะเติบโตเพียง1.6% และชะลอตัวลงเหลือ 1.0% ในปี 2569

  2. การแข่งขันที่รุนแรงและสงครามราคา (Price War) อุตสาหกรรมเผชิญกับการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากจากการเปิดตัวของคลินิกและโรงพยาบาลแห่งใหม่จำนวนมาก คู่แข่งหลายแห่งใช้กลยุทธ์การหั่นราคาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มหัตถการหลัก เช่น การยกคิ้ว, ดึงหน้า-ดึงคอ และดูดไขมัน ปัจจัยนี้สร้างแรงกดดันให้บริษัทจำเป็นต้องปรับลดราคาลงตาม หรือต้องนำเสนอแพ็กเกจโปรโมชั่น เพื่อรักษาฐานลูกค้าเอาไว้ ซึ่งส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิต่อรายได้รวม (Net Profit Margin) ของอุตสาหกรรมโดยเฉลี่ยมีแนวโน้มปรับตัวลดลง

  3. ในด้านอุปสงค์ต่างชาติ ภาพรวมการท่องเที่ยวขาเข้าของไทยในปี 2025 มีแนวโน้มฟื้นตัว ภาวะดังกล่าวสนับสนุนโอกาสของกลุ่มบริการสุขภาพ รวมถึงศัลยกรรมและเสริมความงาม อย่างไรก็ดี การแข่งขันเพื่อดึงดูดลูกค้าต่างชาติยังสูง และต้องอาศัยมาตรฐานการรักษา ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือของการสื่อสารข้อมูลบริการเป็นสำคัญอีกปัจจัยเฉพาะตัวคือสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย–กัมพูชา ซึ่งกัมพูชาเป็นหนึ่งใน Top 3 แหล่งรายได้ลูกค้าต่างชาติของ MASTER อาจกระทบความเชื่อมั่นและการเดินทางในระยะสั้น ส่งผลให้ดีมานด์ผันผวนได้

  4. การคุมเข้มกฎระเบียบและผลกระทบต่อต้นทุนการตลาดอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบจากการที่ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ได้ออกมาตรการคุมเข้มเรื่องการทาโฆษณาของสถานเสริมความงาม โดยไม่อนุญาตให้แพทย์โฆษณาหรือรีวิวผลิตภัณฑ์และบริการได้โดยตรง จากข้อจำกัดดังกล่าว ฝ่ายจัดการจึงต้องปรับเปลี่ยนแผนการตลาดใหม่ โดยหันไปเน้นการใช้ผู้ใช้งานจริง (Real users) แทน ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

  5. โอกาสและการเติบโตในระยะยาว แม้ในระยะสั้นอุตสาหกรรมจะเผชิญกับแรงกดดัน แต่ฝ่ายจัดการประเมินว่าในระยะยาวตลาดยังคงมีศักยภาพในการเติบโต โดยได้รับแรงหนุนจาก การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ( Aging Society) ที่ผลักดันความต้องการเทคโนโลยีการรักษาที่ช่วยชะลอวัย และ การเติบโตของการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ( Medical Tourism) โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าจากจีนและอินโดนีเซีย นอกจากนี้ ผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงยังให้ความสำคัญกับมาตรฐานการรักษาและความปลอดภัย ส่งผลให้กลุ่มโรงพยาบาลมีโอกาสแย่งส่วนแบ่งการตลาดจากกลุ่มคลินิกได้มากขึ้น

นางสาวลภัสรดา เลิศภานุโรจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยว่า สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 198 ล้านบาท และมีรายได้จากการประกอบกิจการโรงพยาบาลอยู่ที่ 1,884.84 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน ขณะที่รายได้ลดลงในหัตถการ ศัลยกรรมยกคิ้ว ศัลยกรรมจมูก และศัลยกรรมดูดไขมัน เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอตัว และมีการแข่งขันที่รุนแรงในด้านราคาของหัตถการดังกล่าว จึงทำให้ยอดขายลดลง แต่อย่างไรก็ตามบริษัทมียอดขายที่สูงขึ้นใน รายได้จากการปลูกผมและดูแลเส้นผมจำนวน 20.67 ล้านบาท และ รายได้จากการดูแลผิวพรรณ เพิ่มขึ้นจำนวน 9.38 ล้านบาท

สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568 บริษัท มีกำไรจากเงินลงทุนในกิจการร่วมค้าอยู่ที่ 24.78 ล้านบาท ลดลงจากปี 2567 เนื่องจาก รับรู้ขาดทุนจากบริษัท วี เอ็กคลูซีฟ กรุ๊ป จำกัด ซึ่งเกิดจากการับรู้ PPA (Purchase Price Allocation) หรือการปันส่วนราคาซื้อเต็มจำนวน และมีการขยายสาขาเพิ่มเติม โดยล่าสุดแนวโน้มรายได้เติบโตในช่วงปีที่ผ่านมา โดยเรามองว่าหากรายได้ยังมีแนวโน้มดีแบบนี้จะสามารถมีกำไรได้ในปี 2569 และ บริษัท คิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่มีกำไรลดลง เนื่องจาก การชะลอตัวของกลุ่มธุรกิจโฆษณา และกลุ่มมอสังหาริมทรัพย์

นางสาวลภัสรดา กล่าวทิ้งท้ายว่า บริษัทฯ คาดแนวโน้มผลการดำเนินงานจะเริ่มฟื้นตัวในปี 2569 โดยบริษัทฯ เดินหน้าขับเคลื่อนแผนกลยุทธ์เชิงรุก ควบคู่กับการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสนับสนุนศักยภาพการดำเนินงานของธุรกิจ

นางสาวประภาวรินท์ ลองงาม เป็นรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลจากกำไรสุทธิจากผลการดำเนินงานประจำปี 2568 ให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราหุ้นละ 0.40 บาท  สำหรับหุ้นจำนวน 301,711,736 หุ้น รวมเป็นเงินทั้งสิ้น120,684,694.40 บาท  ทั้งนี้ บริษัทฯ จะขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 16 มีนาคม 2569 โดยกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับเงินปันผล (Record Date) วันที่ 17 มีนาคม 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 อย่างไรก็ตาม การได้รับเงินปันผลดังกล่าวต้องรอการอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี 2569