จิปาถะ

สภาธุรกิจสหภาพยุโรป-อาเซียน จี้ประเทศสมาชิกยกระดับการรับมือการค้าผิดกฎหมาย


27 กุมภาพันธ์ 2569

Image 1.JPG

สภาธุรกิจสหภาพยุโรป-อาเซียน
หรือ EU-ASEAN Business Council (EU-ABC) เรียกร้องให้ประเทศอาเซียนเพิ่มความเข้มข้นในการแก้ไขปัญหาการค้าสินค้าผิดกฎหมาย โดยระบุว่าปัญหาดังกล่าวเป็นความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์อย่างสูงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของอาเซียน พร้อมเผยแพร่รายงานฉบับใหม่ที่นำเสนอกรอบการป้องกันและแนวทางการรับมือกับการค้าของเถื่อนภายใต้วาระการดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนของฟิลิปปินส์

ในรายงาน Driving ASEAN Action Against Illicit Trade: A Strategic, PED-aligned Blueprint for the Philippines’ 2026 ASEAN Chairmanship ระบุว่า ภายใต้การเป็นประธานอาเซียนของฟิลิปปินส์ในปี 2569 การป้องกันและปราบปรามการค้าสินค้าผิดกฎหมายควรถูกยกระดับขึ้นเป็น “วาระทางเศรษฐกิจที่สำคัญ” เนื่องจากการขยายตัวของการค้าสินค้าผิดกฎหมายกำลังบั่นทอนการพัฒนาของอาเซียนในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการบูรณาการด้านการค้าและการลงทุน ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน และการเติบโตอย่างยั่งยืน

รายงานฉบับนี้ได้ถูกส่งให้รัฐบาลฟิลิปปินส์และสำนักเลขาธิการอาเซียนแล้ว พร้อมเน้นย้ำว่าอาเซียนมีโอกาสสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือเชิงกลุ่มภายใต้การนำของฟิลิปปินส์ ซึ่งให้ความสำคัญกับความร่วมมือและความมั่นคงทางการค้าในภูมิภาค นอกจากนี้ รายงานยังเสนอแผนปฏิบัติการอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับกลไกการประสานงานของชาติสมาชิกและภาคีเครือข่าย เพิ่มความสอดคล้องด้านนโยบาย และนำเครื่องมือดิจิทัลมาใช้ในการแก้ไขปัญหาการค้าผิดกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นายคริส ฮัมฟรีย์ ผู้อำนวยการบริหารของ EU-ABC กล่าวว่า การค้าผิดกฎหมายบ่อนทำลายภูมิภาคนี้ ไม่เพียงในเชิงเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชน สิ่งแวดล้อม การก่ออาชญากรรมข้ามชาติ และที่เลวร้ายที่สุดคือการสูญเสียชีวิตของพลเมืองในภูมิภาค ปัญหานี้จำเป็นต้องได้รับการตอบสนองอย่างจริงจังและมีการประสานงานร่วมกัน ฟิลิปปินส์มีความพร้อมอย่างยิ่งในการเป็นผู้นำในประเด็นนี้ และเราเชื่อมั่นว่ารายงานฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อความพยายามของอาเซียนในการต่อสู้กับการค้าสินค้าผิดกฎหมาย”

รายงานดังกล่าวได้เสนอข้อแนะนำหลัก 5 ประการ ได้แก่

  1. เร่งเสริมสร้างการประสานงานเชิงสถาบัน ผ่านแพลตฟอร์มรวมศูนย์สำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง การปฏิบัติการร่วม การติดตามความคืบหน้าของข้อผูกพันและพันธกรณีต่าง และขยายความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน

  2. เร่งสร้างความสอดคล้องของกรอบนโยบายและกฎระเบียบระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน ในด้านการอนุญาตการกำกับดูแลห่วงโซ่อุปทาน การประกันก่อนการส่งออกตามระดับความเสี่ยง และการควบคุมการขนส่งสินค้าทั้งห่วงโซ่อุปทาน

  3. ใช้เครื่องมือดิจิทัลเพื่อยกระดับการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองและการบริหารความเสี่ยงระหว่างหน่วยงานศุลกากร

  4. พัฒนาหลักการกำกับดูแลร่วมกัน ที่สามารถปรับใช้เฉพาะตามแต่ละภาคอุตสาหกรรม แทนการใช้กฎเดียวกันทั้งหมด

  5. เพิ่มความร่วมมืออย่างเป็นระบบกับภาคเอกชนและประเทศคู่เจรจา เพื่อเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน

ในรายงานระบุว่า หากรัฐภาคีและทุกภาคส่วนดำเนินการตามข้อเสนอเหล่านี้อย่างครบถ้วน คาดว่าจะช่วยเพิ่มรายได้ภาครัฐ เสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานและความเชื่อมั่นของนักลงทุน เพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย และสนับสนุนเป้าหมายด้าน “ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ” (Priority Economic Deliverables: PEDs) ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของการเป็นประธานอาเซียนของฟิลิปปินส์

นายฮัมฟรีย์กล่าวเพิ่มเติมว่า “นี่คือช่วงเวลาที่อาเซียนสามารถเปลี่ยนความเสี่ยงทางเศรษฐกิจให้เป็นโอกาส ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่มีบทบาทโดดเด่นมาโดยตลอดในการส่งเสริมความร่วมมือและการเจรจาเชิงสร้างสรรค์ และเราหวังว่าจะได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างอาเซียนที่เข้มแข็งและมีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น”