Talk of The Town

BJC ขายสินทรัพย์ครั้งใหญ่ มูลค่ากว่า 1.17 หมื่นล้านบาท หวังนำเงินปลดหนี้ 9.9 พันลบ.


25 กุมภาพันธ์ 2569

BJC ขายสินทรัพย์ครั้งใหญ่_S2T (เว็บ) 2569_0.jpg

BJC เตรียมขายสินทรัพย์กว่า 33 รายการ มูลค่า 1.17 หมื่นล้านบาท หวังนำเงินมาลดภาระหนี้ โบรกฯ คาดนำเงินไปปลอดหนี้กว่า 9.9 พันล้านบาท

บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์ฯว่า ในการประชุมคณะกรรมการบริหารของบริษัทได้มีมติเห็นชอบให้เสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติการจำหน่ายไปซึ่งสินทรัพย์ของบริษัทและบริษัทย่อย ซึ่งประกอบด้วย ที่ดินเปล่า และที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ไม่ได้ใช้ในการประกอบธุรกิจและไม่ได้สร้างผลกำไร รวมทั้งสิ้น 33 รายการ มูลค่าซื้อขายรวมทั้งสิ้นไม่ต่ำกว่า 11,731 ล้านบาท

สำหรับเงินที่ได้รับจากการขายทรัพย์สินที่จะขายตรงและหุ้นที่จะขายภายใต้ธุรกรรมการจำหน่ายไปซึ่งทรัพย์สินเป็นส่วนหนึ่งของแผนลดภาระหนี้ (Deleveraging Plan) ของบริษัทและจะช่วยสนับสนุนการเข้าซื้อ MM Mega Market Vietnam (MMVN) รวมถึงเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างเงินทุนของบริษัท

พร้อมกันนี้ ในการประชุมคณะกรรมการบริหารยังมีมติให้ บีเจซี อินเตอร์เนชั่นแนล คัมปะนี ลิมิเต็ด (“BJI-HK”) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทเข้าลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นใน บีเจซี โอไอ กลาส พีทีอี แอลทีดี (“BJC-OI”) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนกับ Owens-Illinois Singapore Pte. Ltd.

โดย BJI-HK จะเข้าซื้อหุ้นของ BJC-OI จาก Owens-Illinois Singapore Pte. Ltd. ซึ่งประกอบด้วยหุ้นสามัญจำนวน 83,733,768 หุ้น และหุ้นบุริมสิทธิจำนวน 33,204,525 หุ้น โดยมีมูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 เหรียญสหรัฐ คิดเป็น 50% ของหุ้นสามัญที่ออกจำหน่ายแล้วทั้งหมด หรือ 53% ของหุ้นสามัญที่ออกจำหน่ายแล้วทั้งหมด และหุ้นบุริมสิทธิคิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 4,899,999เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 155,751,8582 บาท

สำหรับวัตถุประสงค์ของการลงทุนและประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ เพื่อสนับสนุนให้กลุ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์แก้ว สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ผ่านการวางแผนการผลิตและการควบคุมต้นทุนอย่างเป็นระบบ รวมถึงการพัฒนาศักยภาพของกลุ่มธุรกิจโดยส่งเสริมความร่วมมือ (Synergy) ระหว่างโรงงานผลิตในต่างประเทศและในประเทศไทย เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพในการดำเนินงานและเพิ่มคุณค่าทางธุรกิจในระยะยาว

ตลอดจนเพิ่มความคล่องตัวในการขยายธุรกิจและสร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่านการปรับโครงสร้างธุรกิจและการลงทุนในนวัตกรรมหรือโครงการใหม่ ๆ เช่น การบริหารจัดการจำนวนพนักงานให้เหมาะสมกับความต้องการของธุรกิจ (Headcount Optimization) และการจัดโครงสร้างทีมงานเพื่อใช้ทรัพยากรร่วมกันระหว่างประเทศ (Cross-country Workforce)

ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า เมื่อวานนี้ (24 ก.พ.) บอร์ดบริหารของ BJC ได้อนุมัติการขายสินทรัพย์รวม 33 รายการ ซึ่งรวมถึงที่ดิน 32 แปลง และ หุ้นในบริษัทย่อย BJCCON โดยมีมูลค่าประเมินรวม 1.17 หมื่นล้านบาท

โดยราคาขายจะไม่ต่ำกว่ามูลค่าประเมิน การทำธุรกรรมคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ก.ค. 69 ผู้ซื้ออาจเป็นทั้งบุคคลที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้อง แต่ธุรกรรมเหล่านี้ต้องได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหันในวันที่ 22 เม.ย.69 เงินที่ได้จากการทำธุรกรรมประมาณ 9.9 พันล้านบาท จะถูกนำไปใช้ชำระหนี้

นอกจากนี้ บริษัทย่อยของ BJC ยังได้เข้าซื้อหุ้นสามัญ 50% และหุ้นบุริมสิทธิ์ 53% ของ BJC-OI จาก Owens-Illinois Singapore Pte Ltd ในราคาประมาณ 155.8 ล้านบาท คิดเป็น P/E ปี 2568 ที่ประมาณ 6 เท่า เมื่อเทียบกับ 10-11 เท่าของบริษัทคู่แข่งในกลุ่มบรรจุภัณฑ์ และเนื่องจากธุรกรรมเสร็จสมบูรณ์ในเดือน ก.พ.69 BJC จึงถือหุ้น BJC-OI ทั้งหมด 100% ซึ่งน่าจะช่วยทำให้กำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษี (EBIT) ของ BJC เพิ่มขึ้นประมาณ 50 ล้านบาท

ขณะที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ให้มุมมองว่า ตามที่บอร์ด BJC มีมติอนุมัติให้บริษัทย่อย (BJI-HK) เข้าซื้อหุ้นอีก 50% ในบริษัทร่วมทุน BJC-OI (บริษัทร่วมทุนกับ Owens-Illinois Singapore Pte. Ltd.) มูลค่ารวมประมาณ 156 ลบ. เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของธุรกิจแก้ว ข้อมูลเบื้องต้นธุรกิจดังกล่าวรายงานกำไรปกติปี 2568 ที่ราว 50 ล้านบาท การลงทุนเพิ่มดังกล่าวจะคิดเป็นอัพไซด์ต่อประมาณการเล็กน้อย 0.5%-1.0%

BJC