
กลุ่ม KTIS คาดปี 2569 ปริมาณผลผลิตอ้อยจะมากกว่าปี 2568 ถึง 17% สู่ระดับ 7.5 ล้านตัน ส่งผลดีต่อสายธุรกิจอื่น ๆ ทั้งเยื่อกระดาษชานอ้อย การผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวล และบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมจากเยื่อชานอ้อยบริสุทธิ์ 100% อีกทั้งการปรับปรุงกระบวนการผลิตที่ลดการใช้พลังงาน ทำให้ลดปริมาณการใช้ชานอ้อยเป็นเชื้อเพลิงผลิตไอน้ำ สามารถนำชานอ้อยไปเป็นวัตถุดิบสำหรับโรงงานไฟฟ้าและเยื่อกระดาษได้เพิ่มขึ้น ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น
นายสมชาย สุวจิตตานนท์ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายธุรกิจน้ำตาล กลุ่มบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือกลุ่ม KTIS ผู้นำในอุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมต่อเนื่องครบวงจรสู่ BCG อย่างยั่งยืน ได้แสดงความเชื่อมั่นต่อทิศทางการเติบโตของธุรกิจกลุ่ม KTIS ในปี 2569 นี้ว่า จะมีผลประกอบการที่ดีขึ้นกว่าปี 2568 ด้วยปัจจัยสนับสนุนหลายประการ ทั้งสายธุรกิจน้ำตาล และสายธุรกิจชีวภาพ อันประกอบด้วย โรงไฟฟ้าชีวมวล เยื่อกระดาษชานอ้อย เอทานอล และบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมจากเยื่อชานอ้อยบริสุทธิ์ 100%
ทั้งนี้ ปัจจัยบวกในทุกสายการผลิตเริ่มต้นจากวัตถุดิบตั้งต้นคืออ้อย โดยคาดการณ์ว่า ปริมาณอ้อยเข้าหีบในปีการผลิต 2568/2569 หลังปิดหีบจะอยู่ที่ประมาณ 7.5 ล้านตัน ซึ่งมากกว่าปีก่อนถึง 17% เนื่องมาจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย รวมถึงการที่บริษัทได้เข้าไปส่งเสริมช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยอย่างใกล้ชิด ทั้งในด้านเทคโนโลยีการปลูก การบริหารจัดการน้ำ และการสนับสนุนปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ ทำให้ผลผลิตต่อไร่ (Yield) สูงขึ้น และมีคุณภาพและความหวาน (CCS) ที่ดีขึ้น ส่งผลต่อปริมาณผลผลิตน้ำตาลทรายโดยรวมที่จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญด้วย
“ปีนี้คาดว่าจำนวนวันหีบอ้อยจะมากกว่าปีก่อน โดยเท่าที่ดูตัวเลขในปัจจุบันของกลุ่ม KTIS ที่เปิดหีบมาแล้วประมาณ 60 วัน ได้อ้อยเข้าหีบประมาณ 4.1 ล้านตัน ผลิตน้ำตาลได้ 4.2 ล้านกระสอบ จึงมั่นใจว่าเมื่อถึงวันปิดหีบซึ่งจะเป็นช่วงก่อนวันสงกรานต์ จะได้อ้อยเข้าหีบตามเป้า 7.5 ล้านตัน ซึ่งสูงกว่าปีก่อนที่ทำได้ 6.4 ล้านตัน อยู่ถึง 17%” นายสมชายกล่าว
นอกเหนือจากปริมาณวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นแล้ว กลยุทธ์สำคัญที่กลุ่ม KTIS นำมาใช้เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มรายได้คือการปรับปรุงกระบวนการผลิตภายในโรงงานน้ำตาลและโรงงานต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นไปที่การลดการใช้พลังงาน (Energy Efficiency) ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเปลี่ยนมาใช้เครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพสูง การนำระบบอัตโนมัติเข้ามาควบคุมการหีบอ้อยเพื่อให้ได้น้ำอ้อยสูงสุด และการปรับปรุงหม้อต้ม (Boiler) ให้สามารถดึงความร้อนกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ การลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและไอน้ำในกระบวนการผลิตน้ำตาลไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน (OPEX) แต่ยังลดการใช้ชานอ้อยที่จะนำไปเผาเป็นเชื้อเพลิง และสามารถนำชานอ้อยนั้นไปผลิตเป็นเยื่อกระดาษและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง สร้างรายได้เพิ่มขึ้นด้วย
สำหรับสายธุรกิจเอทานอล จะเห็นได้ว่าปริมาณการใช้เอทานอลในช่วงปลายปี 2568 (ซึ่งอยู่ในรอบบัญชีไตรมาสแรกปี 2569 ของกลุ่ม KTIS) กระเตื้องขึ้นอย่างชัดเจน ทำให้รายได้จากการจำหน่ายเอทานอลในไตรมาส 1/2569 (ตุลาคม-ธันวาคม 2568) เพิ่มขึ้นอย่างมาก แม้ว่าราคาจำหน่ายจะลดลง ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลขเศรษฐกิจของไทยในไตรมาสที่ 4/2568 (ตุลาคม-ธันวาคม 2568) ที่เติบโตสูงเกินคาดถึง 2.5% และหากยังรักษาโมเมนตัมการเติบโตแบบนี้ต่อไปได้ ก็จะส่งผลดีต่อสายธุรกิจเอทานอลและสายธุรกิจอื่น ๆ ด้วย
นายสมชายกล่าวด้วยว่า สำหรับธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวล ก็จะยังคงเติบโตต่อเนื่อง จากปริมาณชานอ้อยที่เป็นวัตถุดิบในการผลิตไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น และการบริหารจัดการวัตถุดิบที่ดีขึ้นจากนโยบายลดการนำชานอ้อยไปผลิตไอน้ำ และนำมาใช้ผลิตไฟฟ้ามากขึ้น ส่วนสายธุรกิจผลิตและจำหน่ายเยื่อกระดาษจากชานอ้อย และบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมจากเยื่อชานอ้อยบริสุทธิ์ 100% ก็มีความต้องการจากตลาดโลกและตลาดในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
"การบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด หรือ Zero Waste คือหัวใจหลักของกลุ่ม KTIS ซึ่งการที่ปีนี้เรามีอ้อยมากขึ้น และใช้พลังงานน้อยลง ทำให้เรามีวัตถุดิบเหลือไปสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่าปีก่อนอย่างมาก ทำให้มั่นใจว่าผลประกอบการปี 2569 จะดีกว่าปี 2568" นายสมชายกล่าว
ยอดนิยม
Lodon JetX ฉลองความสำเร็จก้าวสู่ 50 สาขาร่วมกับบางจากฯ พร้อมเดินหน้าขยายเครือข่ายสู่ 300 สาขาภายในปี 2571
AssetWise เข้าร่วมโครงการสินเชื่อบ้าน “คนละหลัง PLUS” จัดเต็มคอนโด 25 โครงการ เพิ่มโอกาสคนไทยเข้าถึงสินเชื่อบ้านได้ง่ายขึ้น
TRT เปิดเกมโตระลอกใหม่ รุกส่งออก หลังตุน Backlog หม้อแปลงทะลุ 3.4 พันล้านบาท
NOBLE ได้รับสถานะในระดับสูงสุดเป็น “CAC Change Agent” ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส