Fund / Insurance

สมาคมประกันชีวิตไทยคาดธุรกิจปี 69 โต 2.5-3.5% เร่งยกระดับนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์และบริการ


19 กุมภาพันธ์ 2569

TLAA 01.jpg

สมาคมประกันชีวิตไทยคาดการณ์ ปี 69 ธุรกิจประกันเติบโต 2.50 - 3.50% เร่งปรับกลยุทธ์ยกระดับนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์และบริการ เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสู่ความยั่งยืน ขณะที่ปี68 โต 3.45%

นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า ทิศทางและแนวโน้มธุรกิจประกันชีวิต ปี 2569 สมาคมฯ คาดการณ์ว่าธุรกิจจะยังคงมีทิศทางเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยประเมินอัตราการเติบโตอยู่ในช่วง 2.50 - 3.50% จากปัจจัยสนับสนุนที่ประชาชนตระหนักถึงผลกระทบของอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) ที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปีเฉลี่ยปี 8 – 10% โดยในปี 2569 จะสูงถึง 10.8% (ข้อมูลจาก WTW)  ซึ่งสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อผู้บริโภคทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ การขยายช่วงอายุการรับประกันสุขภาพออกไปจนถึง 80 ปี ยังเป็นปัจจัยสนับสนุนให้สัญญาเพิ่มเติมสุขภาพและโรคร้ายแรงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลเชื่อมโยงไปยังผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตอื่น โดยเฉพาะประกันชีวิตแบบตลอดชีพซึ่งเป็นสัญญาหลัก ขณะเดียวกันการเข้าใกล้สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society)  ในปี 2572 ของประเทศไทยยิ่งกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับการวางแผนความมั่นคงของรายได้หลังเกษียณมากขึ้น ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์บำนาญมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น

และในภาพรวมธุรกิจยังได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการจากภาครัฐ ส่งเสริมภาคธุรกิจผ่านโครงการนวัตกรรมต่างๆ รวมถึงมาตรการลดหย่อนภาษีจากเบี้ยประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ประกันชีวิตแบบบำนาญ ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ Big Data, AI และ Data Analytics มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค และการปรับปรุงช่องทางการจำหน่ายและบริการหลังการขาย เพื่อยกระดับประสบการณ์และความพึงพอใจของผู้เอาประกันภัย อันจะนำไปสู่การขยายฐานลูกค้าในระยะยาว

ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจประกันชีวิตยังคงต้องติดตามปัจจัยท้าทายที่จะส่งผลต่อการเติบโตอย่างสภาวะเศรษฐกิจทั้งเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนสูงมาก และเศรษฐกิจภายในประเทศไทยที่มีการเติบโตแบบชะลอตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสถานการณ์เงินเฟ้อและแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย ที่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจซื้อประกันชีวิต การออม การลงทุน

นอกจากนี้ยังมีมาตรฐานการรายงานทางการเงิน TFRS 17 ซึ่งมีผลไปเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2568 รวมถึงต้องติดตามสถานการณ์สงครามการค้าโลกหรือความขัดแย้งระหว่างประเทศมหาอำนาจ ซึ่งกระทบต่อเศรษฐกิจไทยทั้งด้านการค้าและบริการ ก่อให้เกิดความผันผวนและความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจมากขึ้น อีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญที่ไม่อาจมองข้าม คือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Risk) มลภาวะต่างๆ และการระบาดของโรคอุบัติใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งไม่เพียงกระทบต่อภาคเศรษฐกิจโดยรวมแต่ยังส่งผลต่อความต้องการ ความเชื่อมั่น และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีต่อผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตโดยตรง

ส่วนภาพรวมธุรกิจประกันชีวิตของปี 2568 มีเบี้ยประกันภัยรับรวม (Total Premium) อยู่ที่ 676,505 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 3.45% เมื่อเทียบกับปี 2567 จำแนกเป็น เบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ (New Business Premium) 190,886 ล้านบาท อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 3.60% และเบี้ยประกันภัยรับปีต่อไป (Renewal Premium) 485,619 ล้านบาทมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 3.40% คิดเป็นอัตราความคงอยู่ของกรมธรรม์  82%