
“สุกี้ ตี๋น้อย” แบรนด์ชาบูบุฟเฟต์ชื่อดังและยังเป็นแบรนด์ที่ครองส่วนแบ่งการตลาดสูงที่สุดในปัจจุบัน แต่ในอีกมุมยังเป็นธุรกิจที่สร้างผลประโยชน์หรือกำไรเป็นอย่างมากให้แก่ บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JMART แต่ในปี 2568 กลับเริ่มส่งสัญญาณถึงการเติบโตของกำไรที่เริ่มสะดุดเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี
โดย “สุกี้ ตี๋น้อย” เป็นแบรนด์อยู่ภายใต้บริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด ซึ่ง JMART ได้เข้าไปลงทุนโดยการถือหุ้นในสัดส่วน 30% ส่งผลให้ผลการดำเนินงานในปี 2568 บริษัทได้รับส่วนแบ่งกำไรจากการถือหุ้นตามสัดส่วนดังกล่าวอยู่ที่ 258 ล้านบาท
แต่หากเป็นผลการดำเนินงานเฉพาะแค่ของ “สุกี้ ตี๋น้อย” บริษัทมีรายได้ที่สูงถึง 9,207 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 30% แตกต่างจากกำไรสุทธิที่ทำได้ 860 ล้านบาท ซึ่งปรับตัวลดลงจากปีก่อนหน้าราว 26% การปรับลงในครั้งนี้ยังถือเป็นการปรับตัวลงครั้งแรกในรอบ 5 ปี (นับจากปี 2563 ถึง 2568) จากผลกระทบของต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของขยายสาขา และการเสียส่วนแบ่งการตลาดหลังจากที่มีผู้เล่นเจ้าใหม่เข้ามาตลาดบุฟเฟ่ต์
สำหรับการเติบโตของกำไรสุทธิในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา หรือปี 2563 ถึง 2567 มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ปี 2563 อยู่ที่ 140.28 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 808% จากปีก่อน, ปี 2564 อยู่ที่ 147.99 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.49% จากปีก่อน ปี 2565 อยู่ที่ 591.47 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 299% จากปีก่อน ปี 2566 อยู่ที่ 907.14 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 53% จากปีก่อน ปี 2567 อยู่ที่ 1,168 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% จากปีก่อน
ทั้งนี้ แม้การเติบโตของกำไรจะสะดุดไปบ้าง แต่ นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JMART ก็ยังคงมีความเชื่อว่า “สุกี้ตี๋น้อย” ในปี 2569 กำไรจะกลับมาที่ระดับ 1 พันล้านบาท และวางเป้าหมายจะนำบริษัทดังกล่าว เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ตั้งแต่ปีหน้าหรือปี 2570 เป็นต้นไป