
TH Money ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOA) ร่วมกับ Blue Pay เปิดให้บริการ “Blue Pay Wallet” ให้เป็นกลไกหลักในการทำธุรกรรมทางการเงินและระบบการค้าของภาครัฐและเอกชน ลดโอกาสการเกิดทุจริตและการดำเนินงานที่ผิดพลาดภายในองค์กร ตั้งเป้าขยายฐานผู้ใช้งานให้ถึง 12 ล้านคนภายในสิ้นปี
คุณเบญจพล สวัสดิ์พาณิชย์ ผู้บริหาร บริษัท ที เอช มันนี่ จำกัด (TH Money) ผู้ให้บริการทางการเงินในประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัทได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOA) กับ บริษัท บลูเพย์ จำกัด (Blue Pay) ผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet) ที่มีผู้ใช้งานในหลายประเทศทั่วภูมิภาคอาเซียนและได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อพัฒนาระบบนิเวศทางการเงินดิจิทัล (Digital Financial Ecosystem) โดยใช้เทคโนโลยี Fintech มาตรฐานสากลที่ได้รับใบอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย และการรับรองจาก World Bank Group มาสร้างสรรค์เป็น Blue Pay Wallet ที่ปลอดภัยและทันสมัย โดยตั้งเป้าขยายฐานผู้ใช้งานให้ถึง 12 ล้านคนภายในสิ้นปี
ทั้งนี้บริษัทมุ่งเน้นการนำไปใช้กับองค์กรภาครัฐและเอกชน เช่น องค์กรสหกรณ์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณจากองค์กร แต่ยังช่วยเพิ่มศักยภาพในการให้บริการแก่สมาชิก สร้างรายได้ และยกระดับความโปร่งใสในการบริหารจัดการ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและพัฒนาองค์กรให้ก้าวหน้าในระดับภูมิภาคและระดับชาติ
อีกทั้งยังได้วางแนวทางการเชื่อมโยงระบบการออม การกู้ยืม และธุรกรรมทางการเงินของสมาชิกองค์กรเข้าสู่แพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อเพิ่มความโปร่งใส ความรวดเร็ว และลดขั้นตอนการทำงาน โดยมี Blue Pay Wallet ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการชำระค่าสินค้าและบริการ เชื่อมโยงระบบ Supply Chain ของร้านค้าให้มีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการอย่างสูงสุด
นอกจากนี้ การใช้ Blue Pay Wallet ยังช่วยยกระดับการบริหารธุรกรรมทางการเงินให้ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ลดความเสี่ยงจากการทุจริตและข้อผิดพลาดภายในองค์กร และสมาชิกสามารถฝาก ถอน โอน และทำธุรกรรมได้ทุกที่ทุกเวลา เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง อีกทั้ง ระบบ Digital Wallet ยังช่วยให้ผู้บริหารองค์กรเห็นถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายและการออมของสมาชิก หรือผู้ใช้บริการ ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดเป็นคะแนนเครดิต (Credit Scoring) สำหรับการปล่อยกู้ของสมาชิก หรือผู้ใช้บริการ รวมถึงสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ในอนาคต ตลอดจนสร้างรายได้ให้กับองค์กรโดยไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติม
“TH Money พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการให้บริการ ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย และต่อยอดเทคโนโลยีจากจีนให้สอดคล้องกับบริบทไทย เพื่อสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่โปร่งใส มั่นคง และยั่งยืน” คุณเบญจพล กล่าว
ขณะที่ คุณปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ประธานสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันมีสหกรณ์ที่ดำเนินกิจการอยู่กว่า 6,200 แห่ง มีสินทรัพย์รวมสูงถึง 4 ล้านล้านบาท และมีสมาชิกกว่า 11.2 ล้านครัวเรือน เมื่อรวมผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดจะมีจำนวนกว่า 36 ล้านคน ซึ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สหกรณ์หลายแห่งเผชิญปัญหาการทุจริตเงินสดหน้าเคาน์เตอร์ มูลค่าความเสียหายหลายร้อยล้านบาท สะท้อนความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับระบบสู่ดิจิทัลเพื่อสร้างความโปร่งใสและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย จึงผลักดันการใช้ Digital Wallet และระบบสแกน QR Code แทนเงินสด เพื่อปิดช่องโหว่การทุจริต เพิ่มความโปร่งใสในการทำธุรกรรม และสามารถตรวจสอบยอดเงินกับ Statement ของธนาคารได้แบบเรียลไทม์ ช่วยลดความเสี่ยงเงินขาดบัญชี และยกระดับความมั่นคงทางการเงินของสหกรณ์ไทย