Wealth Sharing

จำลองสถานการณ์จัดตั้งรัฐบาล 3 ทางออกการเมืองไทย มีผลต่อ SET Index มากแค่ไหน!


04 กุมภาพันธ์ 2569


จำลองสถานการณ์จัดตั้งรัฐบาล_WS (เว็บ) copy.jpg

นับถอยอีกไม่กี่วันก้เข้าสู่การเลือกตั้งของประเทศไทย ซึ่งแม้ว่าคะแนนผลการเลือกตั้งจะยังไม่มีการออกมา แต่ก็ได้คาดการณ์ถึง 3 พรรคตัวเต็งที่จะได้คะแนนมากสุดในครั้งนี้ ประกอบไปด้วย พรรคภูมิใจไทย, พรรคเพื่อไทย และพรรประชาชน ซึ่งทำให้การจัดตั้งรัฐบาลออกมาในหลายรูปแบบและย่อมส่งผลต่อตลาดหุ้นไทยไม่มากก็น้อยด้วยเช่นกัน

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีสามพรรคการเมืองใหญ่ ประกอบด้วยพรรคประชาชน (ปชน.) พรรคภูมิใจไทย (ภจท.) และพรรคเพื่อไทย (พท.) เป็นตัวเลือกหลักที่ประชาชนให้ความสนใจมากที่สุด

ส่วนพรรคการเมืองขนาดกลางที่คาดว่ามีผลต่อการเลือกตั้งประกอบไปด้วยสองพรรคได้แก่ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และพรรคกล้าธรรม (กธ.) รวมทั้งหมด 5 พรรคการเมืองที่จะมีผลต่อสมการการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

โดยมองว่าฉากทัศน์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้มากที่สุด (70%) พรรคภูมิใจไทยจับมือกับพรรคเพื่อไทย มีนายกรัฐมนตรีเป็น อนุทิน ชาญวีรกูล เนื่องจากทั้งสองพรรคใหญ่ได้ประกาศต่อสาธารณชนถึงการเปิดประตูทุกบาน ล้างไพ่ใหม่ ไม่มีเงื่อนไขในการจับมือระหว่างกัน

ส่วนนโยบายหลักของแต่ละพรรคอยู่ที่การเจรจากัน และคาดว่าจะได้เสียงสนับสนุนจากพรรคขนาดกลางอย่าง พรรคกล้าธรรม เข้ามาด้วยทำให้รัฐบาลมีความแข็งแกร่งมาก เสียงไม่ปริ่มน้ำ สามารถผ่านกฎหมายต่างๆได้โดยง่าย และทั้งสองพรรคไม่ได้มีนโยบายที่ต่างจากเดิมมากนักสำหรับโครงสร้างเศรษฐกิจ จึงคาดว่าหุ้นขนาดใหญ่ของไทยจะยังได้ประโยชน์อยู่ และคาดเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ 1,450-1,480 จุด

ต่อมา ฉากทัศน์ที่ 2 พรรคภูมิใจไทยร่วมมือพรรคประชาชน โดยนายกรัฐมนตรีเป็นอนุทิน ชาญวีรกูล หรือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ซึ่งมองว่าเป็นฉากทัศน์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้เล็กน้อย (20%) แม้ก่อนการเลือกตั้งที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายจะจบกันไม่ดีเท่าที่ควร

แต่จากช่วงการหาเสียงที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายก็ไม่ได้ปิดประตูการจับมือกันในอนาคต เพียงแต่อาจมีเงื่อนไขในการร่วมรัฐบาลของแต่ละฝ่าย เช่น พรรคประชาชนวางเงื่อนไขการแก้ไขรัฐธรรมนูญและไม่เอาพรรคการเมืองบางพรรคมาร่วมรัฐบาล อาทิ พรรคกล้าธรรม ส่วนพรรคภูมิใจไทยมีเงื่อนไขคือ การไม่แก้ไข ม.112 และรวมถึงรัฐธรรมนูญหมวดที่ 1 และ 2 หากการเจรจาลงตัว

สำหรับทัศน์นี้ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ซึ่งจะเป็นการถอยคนละก้าวระหว่างฝ่ายอนุรักษ์นิยมและฝ่ายเสรีนิยม บรรยากาศความขัดแย้งในประเทศอาจลดลง ส่วนด้านนโยบายเศรษฐกิจและเรื่องอื่นๆ ทั้งสองพรรคแทบไม่มีนโยบายที่ขัดแย้งกันแบบรุนแรง ยกเว้นกรณี ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและทลายทุนผูกขาด ที่อาจต้องจับตาดูท่าทีของแต่ละฝ่ายอีกครั้ง ฉากทัศน์นี้อาจเป็นลบต่อหุ้นขนาดใหญ่ และคาดเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ 1,420-1,450 จุด

และฉากทัศน์ที่ 3 พรรคประชาชนร่วมกับพรรคเพื่อไทย โดยนายกรัฐมนตรี ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ ยศชนัน วงสวัสดิ์ ซึ่งมองว่าเป็นฉากทัศน์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยที่สุด (10%) สืบเนื่องจากความล้มเหลวในการจัดตั้งรัฐบาลในปี 2566 การทำงานในสภาที่ขัดแย้งกัน และฐานเสียงที่ทับซ้อนกัน ทำให้ทั้งสองพรรคอยู่ในโหมดคู่แข่งกันมากกว่า ความสบายใจที่จะร่วมงานกันยังไม่มากพอ แต่ความเป็นไปได้ก็มีบ้าง

โดยเฉพาะหากพรรคประชาชน เสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยจะทำให้สมการเปลี่ยนทันที เพราะในฉากทัศน์อื่นๆ พรรคเพื่อไทยจะมีโอกาสน้อยมากในการชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในรอบนี้ แต่ถึงจะตั้งรัฐบาลร่วมกันได้ เสถียรภาพของรัฐบาลอาจไม่มั่นคง ด้วยประเด็นทางกฎหมายต่างๆ เงื่อนไขและข้อจำกัดทางการเมือง จึงทำให้เกิดความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะการผ่านกฎหมายต่างๆ จะเป็นไปด้วยความยากลำบาก คาดเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ 1,380-1,420 จุด

ทั้งนี้ ฉากทัศน์พิเศษกรณีเลื่อนการเลือกตั้งจากภาวะสงครามชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี(รักษาการ) เป็นอนุทิน ชาญวีรกูล คาดเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทย 1,100-1,200 จุด กรณีเลื่อนการเลือกตั้งจากภาวะสงครามชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มองว่าไม่น่าจะเกิดขึ้น แต่หากมีเหตุให้การเลือกตั้งไม่ สามารถจัดวันเดียวกันได้จนต้องโมฆะหรือเลื่อนออกไป จะทำให้เกิดความไม่แน่นอนสูง และงบประมาณจะล่าช้า ทำให้เศรษฐกิจไทย ในปีนี้น่าจะโตต่ำกว่าเป้าหมาย 1.5% เป็นลบต่อดัชนี

สำหรับหุ้นแนะนำ รับผลการเลือกตั้งการเงิน MTC, KTC, SAWAD ธนาคาร  KTB, KBANK, KKP, TISCO การบริโภคในประเทศ CPAXT, MOSHI, CBG, OSP นิคมอุตสาหกรรม WHA, AMATA อสังหาริมทรัพย์  SPALI, AP, SIRI, SC ท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง CENTEL, ERW, BA, CPN และก่อสร้าง STECON, CK, UNIQ

จำลองสถานการณ์จัดตั้งรัฐบาล_WS (เพจ) copy.jpg

SET